Page 25 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 25
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
13
1) ส่วนอินทรีย์คาร์บอนที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตในดิน โพลีแซคคาไรด์
เซลลูโลส และเฮมิเซลลูโลส มีครึ่งชีวิต (half life) อยู่ในช่วง 1 - 4 สัปดาห์
2) ส่วนอินทรีย์คาร์บอนที่เปลี่ยนแปลงได้เล็กน้อยประกอบด้วย ลิกนิน ไขมัน ซูเบอลิน และ
ผลผลิตของสารประกอบฮิวมิก เกิดจากกระบวนการทางชีวภาพ มีครึ่งชีวิตประมาณ 1 - 10 ปี
3) ส่วนอินทรีย์คาร์บอนที่เปลี่ยนแปลงยาก ประกอบด้วย ถ่าน (charcoal) หรือคาร์บอนที่ผ่าน
กระบวนการไพโรไลซีส มีครึ่งชีวิตมากกว่า 100 ปี
ทั้งนี้ วัฏจักรของคาร์บอนระหว่างดิน พืช และบรรยากาศ (ภาพที่ 2.3) เป็นการเปลี่ยนแปลงของ
คาร์บอนทั้งในส่วนที่เป็นอินทรีย์คาร์บอน และอนินทรีย์คาร์บอน โดยดินท าหน้าที่เสมือนเป็นแหล่งให้
(source) และแหล่งรับ (sink) ของคาร์บอนที่เชื่อมกับบรรยากาศ ดินประกอบด้วยคาร์บอนทั้งในรูป
อินทรีย์และอนินทรีย์ ความสมดุลระหว่างการใส่สารอินทรีย์หรือวัสดุอินทรีย์ลงสู่ดิน และการสูญเสีย
อินทรีย์คาร์บอนจากดินในรูปก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลต่อการสะสมคาร์บอนในดิน เมื่อมีการใส่
สารอินทรีย์สู่ระบบดิน หลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินจะเข้าย่อยสลาย
(decomposition) เกิดเป็นอินทรีย์คาร์บอนทั้งส่วนที่เป็นชิ้น (particulate organic carbon) ฮิวมัส
(humus) และส่วนที่ต้านทานการสลายตัว (resistant organic carbon)
กระบวนการย่อยสลายเป็นการเปลี่ยนรูปจากอินทรีย์เป็นอนินทรีย์ เรียกว่า กระบวนการมิ
เนอรัลไลเซชัน (mineralization) ท าให้ธาตุอาหารปลดปล่อยสู่ดิน และเกิดการปลดปล่อยก๊าช
คาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ในทางกลับกันธาตุอาหารในรูปอนินทรีย์ในดินถูกดูดใช้โดยจุลินทรีย์เพื่อ
ใช้ในการสร้างมวลชีวภาพ เรียกว่า กระบวนการอิมโมบิไลเซชัน (immobilization) กระบวนการดังกล่าว
ส่งผลต่อปริมาณธาตุอาหารในดิน อีกทั้งขึ้นอยู่กับการสูญหายโดยการชะล้าง (leaching) และการดูดใช้
ของพืชเพื่อเพิ่มมวลชีวภาพองพืชและร่วงสู่ระบบดินอีกครั้ง นอกจากนี้ ปริมาณอินทรียวัตถุหรืออินทรีย์
คาร์บอนในดินได้รับการป้องกันทั้งทางกายภาพ (physically protected organic matter) และ ทางเคมี
(chemically protected organic matter) กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบดินส่งผลต่อปริมาณการ
สะสมของอินทรีย์คาร์บอนในดิน
ภาพที่ 2.3 การหมุนเวียนอินทรีย์คาร์บอนในระบบดิน
ที่มา: Grains Research and Development Corporation (2013)

