Page 21 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 21

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                              9




                             นอกจากนี้ ยังพบว่ากิจกรรมของมนุษย์ก็ส่งผลต่อระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน  โดยในอดีต

                   มากกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากระบบนิเวศป่าไม้มาเพื่อท าการเกษตร
                   ท าให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาคนี้มีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 93 ในปี พ.ศ.
                   2505 ลดลงเหลือร้อยละ 42 และลดลงเหลือร้อยละ 12 ในปี 2538 (ปัทมา, 2547ก) ที่ผ่านมาภาค
                   ตะวันออกเฉียงเหนือเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ป่าไม้ลดลงมากที่สุด ซึ่งถูกเปลี่ยนไปเป็นพื้นที่พืชไร่และไม้ยืนต้น

                   มากที่สุด  กรมพัฒนาที่ดิน (2558) ชี้ว่า การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อท าการเกษตรเพื่อปลูกพืชไร่ ไม้ยืนต้น
                   และขยายพื้นที่เพื่อท าการเกษตร  โดยเฉพาะระบบการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ปราศจากการปรับปรุงความอุดม
                   สมบูรณ์ของดิน และอนุรักษ์ดินอย่างเพียงพอ ท าให้ดุลยภาพของธาตุอาหารเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ดิน
                   เกิดการกร่อน และการชะล้างธาตุอาหารสูง ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลง ส่งผลให้ผลผลิตพืชลดลง

                   ประกอบกับจ านวนประชากรเพิ่มขึ้นและต้องการท าการเกษตรเพื่อค้าขายมากขึ้น ท าให้มีการบุกรุกพื้นที่
                   ป่าเพิ่มขึ้นยิ่งท าให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ลดลง ดินเกิดสภาพเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง
                              อินทรียวัตถุในดินนับเป็นตัวชี้วัดส าคัญของความเสื่อมโทรมของดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                   ผลจากการใช้ที่ดินและการจัดการเพื่อท าการเกษตรนั้นส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงส่วนของอินทรียวัตถุและ

                   อินทรีย์คาร์บอนในดิน โดยดินที่ท าการเกษตรในการปลูกมันส าปะหลังและอ้อยมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอน
                   เท่ากับ 1.2 และ2.03 กรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ ากว่าดินป่า (5.5 กรัมต่อกิโลกรัม) และในดินป่านั้นมีปริมาณ
                   มวลชีวภาพจุลินทรีย์สูงกว่าในดินเกษตร  นอกจากนี้ ยังพบว่า ปริมาณของอนินทรีย์ไนโตรเจนในดินป่ามี
                   ปริมาณต่ ากว่าดินเกษตรเนื่องจากในดินเกษตรมีประสิทธิภาพการหมุนเวียนธาตุอาหารลดลง และมี

                   ปริมาณอินทรีย์ไนโตรเจนตกค้างอยู่ และในส่วนของกรดฮิวมิกมีปริมาณสูงในดินป่ามากกว่าดินเกษตร
                   (สมญา และปัทมา, 2547) ทั้งนี้จะเห็นว่า การปลูกพืชระบบเชิงเดี่ยวท าให้เกิดความเสื่อมโทรมของดินเมื่อ
                   เทียบกับดินป่าเดิม การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการจัดการดินของภาคนี้ส่งผลอย่างมากต่อคุณภาพ
                   ของดินท าให้ดินเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง ผลผลิตลดลงอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้การใช้ที่ดินที่เลียนแบบ

                   ระบบป่าไม้จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยป้องกันและแก้ไขความเสื่อมโทรมของดิน เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน
                   ซึ่งเป็นระบบผลิตสารอินทรีย์กลับคืนสู่ดินสูงและมีคุณภาพสารอินทรีย์ที่เหมาะสม และเป็นการเพิ่มความ
                   หลากหลายของพืชพรรณในพื้นที่เกษตร (ปัทมา, 2547ข) ซึ่งจะท าให้การใช้ที่ดินเกิดความยั่งยืนและ

                   สามารถแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของดินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

                   2.5 อินทรียวัตถุในดิน

                            อินทรียวัตถุในดิน (soil organic matter, SOM) มีบทบาทที่ส าคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน

                   ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเป็นแหล่งส ารองธาตุอาหารพืชผ่านการหมุนเวียนจากการสลายตัวของ
                   อินทรียวัตถุในดิน และมีบทบาทต่อคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดิน (ปัทมา, 2547ค)

                          2.5.1 ประเภทของอินทรียวัตถุในดิน (ปัทมา, 2547ค)

                                  1) การแบ่งอินทรียวัตถุตามการมีหรือไม่มีชีวิต แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทคือ

                                   (1) ส่วนที่มีชีวิต (living) ได้แก่ รากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ อินทรียวัตถุส่วนนี้มีความ
                   ส าคัญต่อความเป็นประโยชน์และการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดิน
                                   (2) ส่วนที่ไม่มีชีวิต (non-living) ส าหรับเศษซากพืช และซากสัตว์ร่วงหล่นที่ผิวดิน
   16   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26