Page 140 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 140

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                         128




               ร้อยละ 45 - 77 ของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนทั้งหมด ยกเว้นชุดดินท่าตูมที่มีการสะสมในสัดส่วนต่ าร้อยละ

               19.23 ของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนทั้งหมด โดยปริมาณส่วนที่เหลือสะสมที่ความลึก 30 - 100 เซนติเมตร
               (ร้อยละ 80.77) และผลนี้ ยังแสดงถึงปริมาณอินทรีย์คาร์บอนที่สะสมในดินแต่ละความลึกดินมี
               ความสัมพันธ์กับปริมาณอนุภาคขนาดทราย (r= -0.469 ถึง -0.757)  ทรายแป้ง (r= 0.503 ถึง 0.657)
               ดินเหนียว (r= 0.417 ถึง 0.763) และผลรวมของขนาดทรายแป้ง และดินเหนียว (r= 0.610 ถึง 0.776)

               และปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินยังส่งผลต่อการลดลงของความหนาแน่นรวมของดิน (r= -0.350 ถึง
                -0.371) และการเพิ่มค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนในดิน (r= 0.747 ถึง 0.803) โดยเฉพาะที่ระดับ
               ความลึก 0 - 30 เซนติเมตร  ในขณะที่ ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีค่าในระดับต่ ากว่าในกรณีของชุดดินโพน
               พิสัย และชุดดินปลาปากที่มีกรวดหรือลูกรัง (ขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร) โดยเฉพาะที่ระดับความลึก

               15 - 50 เซนติเมตร โดยเฉพาะปริมาณอนุภาคขนาดดินเหนียว ความหนาแน่นรวม และความจุ
               แลกเปลี่ยนแคตไอออนในดิน
                           จากผลการศึกษาแหล่งสะสมคาร์บอนในเม็ดดินที่เก็บตัวอย่างจากดินบนที่ความลึก 0 - 30
               เซนติเมตร ของชุดดินสูงเนิน ชุดดินจัตุรัส และชุดดินบ้านไผ่ ซึ่งแบ่งขนาดเม็ดดินออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

               1) เม็ดดินขนาดใหญ่ที่มีขนาด 2.0 - 8.0 มิลลิเมตร2) เม็ดดินขนาดใหญ่ที่มีขนาด 0.25 - 2.0 มิลลิเมตร
               และ 3) เม็ดดินขนาดเล็ก (0.106 -0.25 มิลลิเมตร) ผลนี้ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินของ
               ชุดดินสูงเนิน และชุดดินจัตุรัสส่วนใหญ่ถูกกักเก็บในส่วนของเม็ดดินขนาดใหญ่ที่มีขนาด 0.25 - 2
               มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 62 - 63 ของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนทั้งหมด ในขณะที่ปริมาณอินทรีย์คาร์บอน

               ของชุดดินบ้านไผ่ส่วนใหญ่นั้นถูกกักเก็บไว้ในส่วนของเม็ดดินขนาดเล็ก (ร้อยละ 75)  ผลการศึกษาส่วนนี้
               ยังสะท้อนให้เห็นว่า ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนที่สะสมอยู่ในส่วนของเม็ดดินแต่ละขนาดมีบทบาทต่อการเกิด
               เม็ดดินของชุดดินทั้ง 3 ชุดดิน เห็นได้จากความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินกับปริมาณของ
                                                  2
                                                                            2
               เม็ดดินทุกขนาดของชุดดินบ้านไผ่ (R = 0.859**) ชุดดินสูงเนิน (R = 0.768**) และชุดดินจัตุรัส
                 2
               (R = 0.731**)

                    6.1.3 กำรใช้ประโยชน์ที่ดินที่มีผลต่อปริมำณอินทรีย์คำร์บอนในดิน


                          จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างดินที่ความลึก 0 - 25 เซนติเมตร ของชุดดินบ้านไผ่ ชุดดินจัตุรัส
               และชุดดินโพนพิสัย ที่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างกัน จะเห็นว่า ชุดดินบ้านไผ่มีเนื้อดินทรายที่มีปริมาณ
               อนุภาคขนาดทรายสูงที่ปลูกยูคาลิปตัสมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินสูงสุด (ร้อยละ 0.48) รองลงมา คือ
               อ้อย (ร้อยละ 0.30) และมันส าปะหลัง (ร้อยละ 0.24)  ส่วนชุดดินจัตุรัสที่มีเนื้อดินร่วนปนดินเหนียวมี

               ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินแตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีแนวโน้มสูงสุดในดินที่ปลูกข้าวโพด (ร้อยละ 0.98)
               รองลงมา คือ อ้อย (ร้อยละ 0.95) และมันส าปะหลัง (ร้อยละ 0.91)  ส าหรับชุดดินโพนพิสัยมีเนื้อดินร่วน
               ปนดินเหนียวที่มีกรวดหรือลูกรังปะปนมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 35 โดยปริมาตร มีปริมาณอินทรีย์
               คาร์บอนสูงสุดในดินปลูกยางพารา (ร้อยละ 1) รองลงมาคือ อ้อย (ร้อยละ 0.85) และพลวง (ร้อยละ

               0.75) และชุดดินโพนพิสัยที่ปลูกข้าวมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินต่ าสุด ผลนี้สะท้อนว่า การใช้
               ประโยชน์ที่ดินส่งผลให้ดินมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนแตกต่างกันซึ่งสัมพันธ์ไปกับการใช้ประโยชน์ที่ดินโดย
               ดินที่ได้รับปริมาณมวลชีวภาพซากพืชที่ร่วงหล่นสู่ดินสูงมีแนวโน้มให้ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินสูง และ

               ผลอาจจะสะท้อนว่า ดินที่มีเนื้อหยาบอาจมีการเปลี่ยนแปลงของอินทรีย์คาร์บอนได้ง่ายกว่าดินเนื้อ
               ละเอียด ซึ่งควรได้รับการศึกษาในเชิงลึกต่อไป
   135   136   137   138   139   140   141   142   143   144   145