Page 135 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 135

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                             123




                          นอกจากนี้ ยังพบว่า การปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดช่วงการสลายตัวของวัสดุ

                   อินทรีย์ส่งผลต่อปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน  เห็นได้จากค่าสหสัมพันธ์สูงในทางลบระหว่างปริมาณการ
                   ปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์สะสมกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน (y= 741.66 -
                             2
                   667.51x, R = -0.75**) โดยการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เป็นการสูญเสียคาร์บอนไปจากดินใน
                   รูปของก๊าชก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น ดินที่มีการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์สูงจะส่งผลให้มี

                   ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนสะสมในดินต่ า

                            5.5.2 กรณีศึกษำในดินของชุดดินหนองบุญนำก

                                 1) การสลายตัวของวัสดุอินทรีย์ และการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์

                                     จากองค์ประกอบทางเคมีของฟางข้าวพบว่า มีปริมาณคาร์บอนทั้งหมดเท่ากับร้อยละ
                   36.7 และปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดร้อยละ 0.47 ส่งผลให้อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตเจนสูงเท่ากับ 78.4

                   นอกจากนี้ ฟางข้าวยังมีปริมาณลิกนิน และโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านการสลายตัวเท่ากับร้อยละ 2.87
                   และ 0.65 ตามล าดับ และมีสัดส่วนของปริมาณลิกนินต่อไนโตรเจน โพลีฟีนอลต่อไนโตรเจน และผลรวม
                   ของลิกนินและโพลีฟีนอลต่อไนโตรเจน มีค่าเท่ากับ 6.1, 1.4 และ 7.5 ตามล าดับ   นอกจากนี้ ฟางข้าวมี
                   ปริมาณเซลลูโลสสูง (ร้อยละ 50.7) ซึ่งอาจเป็นคาร์บอนที่จัดอยู่ในส่วนที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย  เมื่อพิจารณา

                   องค์ประกอบทางเคมีของฟางข้าว จะเห็นว่า ฟางข้าวจัดอยู่ในสารอินทรีย์ประเภทที่มีปริมาณไนโตรเจน
                   ลิกนิน และโพลีฟีนอลต่ า แต่มีอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน และเซลลูโลสสูง
                                    ผลการศึกษาการจัดการของตอซังข้าวในชุดดินหนองบุญนาก พบว่า ในช่วง 2 สัปดาห์

                   แรก (ภาพที่ 5.13)  การไถกลบตอซังข้าวท าให้น้ าหนักตอซังลดลงเร็วกว่าดินที่ไม่มีการไถกลบอย่างเห็นได้
                   ชัดและมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยส าคัญ และหลังจากนั้นอัตราการย่อยสลายไม่มีความแตกต่างกัน
                   ระหว่างการไถกลบและไม่ไถกลบ และเมื่อพิจารณาระหว่างการใช้น้ าหมักชีวภาพ และการไม่ใช้น้ าหมัก
                   ชีวภาพ พบว่า อัตราการย่อยสลายไม่มีความแตกต่างกัน  และที่สิ้นสุดการศึกษาในสัปดาห์ที่ 10 จะเห็นว่า
                   ปริมาณน้ าหนักฟางข้าวที่เหลือเมื่อคิดเป็นสัดส่วนของน้ าหนักวัสดุอินทรีย์เริ่มต้น พบว่า การไถกลบตอซัง

                   ร่วมกับการใส่น้ าหมักชีวภาพมีน้ าหนักเหลือมากสุดเท่ากับร้อยละ 31.02 ของน้ าหนักเริ่มต้น รองลงมา คือ
                   การคลุมด้วยตอซังอย่างเดียว (ร้อยละ 26.89) การไถกลบตอซังร่วมกับการใส่น้ าหมักชีวภาพ (ร้อยละ
                   26.12) ส่วนการไถกลบตอซังอย่างเดียวมีน้ าหนักที่เหลือน้อยสุดเท่ากับร้อยละ 23.75 ของน้ าหนักเริ่มต้น

                                    จากผลการใช้แบบจ าลองในการประเมินอัตราการสลายตัวของตอซัง พบว่า อัตราการ
                   สลายตัวไม่แตกต่างกันมากนักอยู่ระหว่าง 0.122 ถึง 0.147 ต่อสัปดาห์ (ภาพที่ 5.13) โดยการไถกลบ
                                                                        -1
                   ตอซังอย่างเดียวมีอัตราการสลายตัวสูงสุดเท่ากับ 0.147 สัปดาห์  รองลงมาคือ การไถกลบร่วมกับการใส่
                                             -1
                   น้ าหมักชีวภาพ (0.137 สัปดาห์ )  อัตราการสลายตัวโดยเฉพาะในช่วงแรกนั้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณ
                   คาร์บอนทั้งหมดในฟางข้าว โดยเฉพาะส่วนของคาร์บอนส่วนที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยคาร์บอนในส่วนนี้

                   จะอยู่ในรูปของเซลลูโลส และสลายตัวได้ง่ายผ่านกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน เห็นได้จากการปลดปล่อย
                   ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นสูงในช่วงแรก (ภาพที่ 5.14)  จากผลดังกล่าว จึงท าให้มีการสลายตัวเร็ว
                   แม้ฟางข้าวมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง (86) ชี้ให้เห็นว่า ค่าอัตราส่วนของคาร์บอนต่อ

                   ไนโตรเจนของฟางข้าวเพียงปัจจัยเดียวไม่เพียงพอในการท านายอัตราการสลายตัวได้  และนอกจากนี้
   130   131   132   133   134   135   136   137   138   139   140