Page 15 - การจัดการปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพร่วมกับน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตมะละกอฮอลแลนด์ในดินทราย
P. 15
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
6
มูลโคที่ใส่จาก 20 เป็น 40 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ ท าให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และแนวโน้มผลผลิต
ข้าวโพดในการใช้พืชปุ๋ยสดร่วมกับมูลโคให้ผลผลิตมากกว่าการใช้มูลโคเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การใช้ปุ๋ยหมักยังสามารถใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ทดแทนการใส่ปุ๋ยเคมีจากการ
ปลูกผักอินทรีย์ เปรียบเทียบผลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ในระบบการปลูกผักอินทรีย์ 3 ชนิด
ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว ผักกาดหัว และคะน้า พบว่าการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ต่อการปลูกพืช
อย่างต่อเนื่อง 1 ปี ส่งผลท าให้สมบัติทางเคมีดินเพิ่มสูงขึ้น ความหนาแน่นลดลง ส าหรับผลจากการ
ใช้ปุ๋ยหมักต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต พบว่าการใส่ปุ๋ยมูลไก่ ร่วมกับมูลไส้เดือนดิน หรือน้ าหมัก
ชีวภาพปลา ส่งผลให้กระเจี๊ยบเขียวมีผลผลิตสูงสุด ในขณะที่การใส่ปุ๋ยมูลค้างคาว ร่วมกับน้ าหมัก
ชีวภาพมูลไส้เดือนส่งผลให้ผักกาดขาวมีความยาวและน้ าหนักผลผลิตสูงสุด และการใช้ปุ๋ยหมัก
ร่วมกับปุ๋ยน้ าหมักชีวภาพมูลไส้เดือนดินส่งผลให้ผลผลิตคะน้าสูงที่สุด ซึ่งการทดลองการใช้ปุ๋ยหมัก
ชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 1 ปี ส่งผลในทางบวกต่อสมบัติของดิน ชนิดปุ๋ยหมักก็ส่งผลต่อการ
เจริญเติบโตและผลผลิตพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป (วาสนาและคณะ, 2557)
3.2 แนวทางการใช้ปุ๋ยชีวภาพในการเพิ่มผลผลิตพืช
จากรายงานจะเห็นได้ว่าปุ๋ยหมักจะส่งผลให้มีปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน
เพิ่มขึ้น จึงมีความจ าเป็นอย่างยิ่งในการน าจุลินทรีย์ดินที่มีประโยชน์ในการเพิ่มธาตุอาหารและสร้าง
สารเสริมการเจริญเติบโตของพืช น ามาใช้ร่วมกับวัสดุอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก (อ านาจ, 2554)
สอดคล้องกับการรายงานของ ธงชัย (2550) ได้น าเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ
เมื่อใส่ในดินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการน าธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโตของพืช จาก
การทดลองการใช้ปุ๋ยชีวภาพ โดยใช้จุลินทรีย์ Azotobacter vinelandi TISTR 1094 ร่วมกับกาก
หม้อกรองร่วมกับน้ าหมักชีวภาพมีผลท าให้รากและดินบริเวณรากอ้อยอายุ 3 เดือน มีกิจกรรม
เอนไซม์ไนโตรจีเนสสูงที่สุดเท่ากับ 37.70 มิลลิโมลอะเซทีลีนต่อกรัมต่อชั่วโมง และต้นอ้อยมีความสูง
เฉลี่ยมากที่สุดคือ 136.35 เซนติเมตร แต่หากไม่มีการใช้จุลินทรีย์ Azotobacter vinelandi TISTR
1094 จะมีค่ากิจกรรมเอนไซม์ไนโตรจีเนสต่ าที่สุดเท่ากับ 14.86 มิลลิโมลอะเซทีลีนต่อกรัมต่อชั่วโมง
และพบว่ารากอ้อยที่รดด้วยน้ าหมักชีวภาพมีค่ากิจกรรมเอนไซม์ไนโตรจีเนสสูงกว่ารดด้วยน้ าธรรมดา
(ภารุจีย์, 2556) และจากรายงานของ จิราภรณ์และคณะ (2559) พบว่า การใส่เชื้อแบคทีเรีย
ละลายฟอสเฟตร่วมกับหินฟอสเฟตบริเวณทรงพุ่มมะรุมที่ระดับความลึก 0 – 15 เซนติเมตร ที่อายุ 3
เดือน มีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสในดิน 58 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มากกว่าการใส่หินฟอสเฟตเพียงอย่าง
เดียว 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนต ารับที่ไม่ใส่ปัจจัยใดๆ มีปริมาณฟอสฟอรัสต่ าที่สุด 23 มิลลิกรัม
ต่อกิโลกรัม สอดคล้องกับการทดลองของ Illmer and Schinner (1992) พบว่า การใส่เชื้อ
แบคทีเรียละลายฟอสเฟตลงในดินมีบทบาทที่ส าคัญในการเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสและสารฮิวมิคในดิน
กรดและดินด่าง นอกจากนี้ พบว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพกับต้นทับทิม (Punica granatum L.) ในเขต

