Page 216 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 216

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                     10.3.4 ระบบการปลูกพืชเหลื่อมฤดู (Relay cropping or Delay cropping)

                               การปลูกพืชเหลื่อมฤดู หมายถึง ระบบการปลูกพืชที่เป็นการผสมระหว่างการปลูกพืชตามกัน
              และปลูกพืชร่วมกัน โดยที่พืชทั้งสองจะมีช่วงการเจริญเติบโตช่วงหนึ่งอยู่ร่วมบนพื้นที่เดียวกันหากเป็นการปลูก

              พืชเหลื่อมช่วงต้นฤดูปลูก (Delay cropping) เช่น การปลูกถั่วพุ่ม ถั่วเขียว ซึ่งเป็นพืชที่ทนแล้งน้อยกว่าเป็นพืช
              แซมตามในแถวมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชหลักที่มีความทนแล้งมากกว่าที่ปลูกก่อนล่วงหน้า 1 เดือน หรือ หาก

              ปลูกพืชชนิดที่สองแซมในแถวก่อนการเก็บเกี่ยวพืชหลัก เรียกว่า การปลูกพืชเหลื่อมช่วงปลายฤดูปลูก (Delay

              cropping) จึงเป็นการใช้ความชื้นในดินอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการจัดระบบการปลูกพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่มีการ
              ปลูกพืช 2 ชนิดหรือมากกว่าลงไปในพื้นที่เดียวกัน แต่การปลูกพืชแรกออกดอกแล้ว หรือเริ่มเก็บเกี่ยว เป็นการ

              ปลูกพืชคล้ายคลึงกับการปลูกพืชตามลำดับ จึงช่วยทุ่นระยะเวลาของการปลูกพืชชนิดที่ 2 หรือ พืชชนิดที่
              3 ทำให้เกษตรกรมีการปลูกพืชหลายชนิดได้ในเวลา 1 ปี ถือเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ สามารถเพิ่มรายได้ต่อ

              พื้นที่ โดยพืชชนิดแรกจะทำหน้าที่เป็นพืชพี่เลี้ยงให้กับพืชชนิดที่สอง เช่น ช่วยเป็น ร่มเงา เป็นค้าง หรือเป็น

              วัสดุคลุมดิน จึงเป็นการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งพื้นที่เพาะปลูก เวลา ความชื้น และปุ๋ยเคมีที่
              อาจตกค้างในดิน ให้เป็นประโยชน์กับพืชที่ปลูกตามมา

                     การใช้พืชวงศ์ถั่วในระบบการปลูกพืชเหลื่อมฤดู แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้ การศึกษาการปลูกพืชเหลื่อม
             ฤดู (Delay Cropping) ของข้าวโพดกับ มันเทศ หรือมันแกว ซึ่งปฏิบัติด้วยการปลูกพืชชนิดที่สอง (มันเทศ

             หรือมันแกว) ในขณะที่พืชชนิดที่หนึ่ง (ข้าวโพด) ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ถือเป็นวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับการมีพื้นที่ทำ

             การเกษตรน้อย และต้องการใช้พื้นที่ดินและน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด หรือเป็นพื้นที่ในเขตเกษตร
             ใช้น้ำฝน หรือเป็นปีที่ฤดูเพาะปลูกมีฝนมาล่าช้า จึงปลูกพืชแรกได้ล่าช้า ทำให้การเก็บเกี่ยวได้ช้า ซึ่งอาจทำให้

             การปลูกพืชชนิดที่สองล่าช้า เกิดผลเสียหายได้ หรือมีช่วงการปลูกไม่พอเพียง จึงทำการปลูกพืชชนิดที่สองใน
             ขณะที่พืชชนิดแรกยังไม่ได้เก็บเกี่ยว เช่น การปลูกพืชชนิดที่สองลงในแปลงข้าวโพดที่มีอายุได้ 80 วัน ซึ่งเป็น

             ระยะที่ใบข้าวโพดเริ่มแห้งแล้ว มีการบังแสงต่อพืชชนิดที่สองได้น้อย แต่ยังได้ประโยชน์จากความชื้นที่ยังคง
             เหลืออยู่ในดิน ให้สามารถเจริญเติบโตขึ้นมาได้ หรืออาจปลูกพืชชนิดที่สอง เมื่อข้าวโพดอายุได้ 70 วัน

             แต่เพิ่มเติมด้วยการตัดยอดข้าวโพดเหนือระดับฝักเพื่อลดการบังแสง และนำยอดข้าวโพดที่ตัดไปใช้เป็นอาหาร

             สัตว์ได้ด้วย หรือนำมาใช้คลุมดิน เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำในดิน ได้แก่ การปลูกข้าวโพดเหลื่อมกับมันเทศ
             หรือ มันแกว หรือการปลูกฝ้ายเหลื่อมฤดูกับข้าวโพดหรือถั่วเหลือง การปลูกข้าวเหลื่อมกับถั่วเขียวใน

             นาธรรมชาติ (ดวงจันทร์, 2544)

                     ชนิดของพืชวงศ์ถั่วประเภทเถาเลื้อยที่นิยมนำมาปลูกร่วมกับการปลูกข้าวโพดมีข้อดี คือ ถั่วสามารถ
             เจริญปกคลุมผิวดินได้อย่างรวดเร็ว จึงช่วยควบคุมวัชพืชได้ดี ชนิดพืชที่นิยม คือ ถั่วนิ้วนางแดง ถั่วแดง

             ถั่วแปะยี ถั่วดำ ถั่วแดงหลวง และถั่วพร้า (สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 6) วิธีการปลูกจะปลูกถั่วผสมพร้อมกับ
             การปลูกข้าวโพด ปลูกถั่วหลังการปลูกข้าวโพดได้ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งยังมีวัชพืชน้อย และต้นข้าวโพดยังมีขนาด

             เล็ก ต้นถั่วยังคงเจริญเติบโตได้ดี มีการแย่งแสงแดดน้อยระหว่างต้นถั่วและข้าวโพด ซึ่งนิยมปฏิบัติในภาคเหนือ
             ซึ่งเป็นพื้นที่สูงและอาศัยน้ำฝน คือ การปลูกพืชเหลื่อมฤดูระหว่างข้าวโพดและ พืชวงศ์ถั่ว ก่อนการเก็บเกี่ยว

             ข้าวโพด     1 เดือน หรือเมื่อข้าวโพดมีอายุ 60-70 วัน และตัดต้นข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว



             188       คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   211   212   213   214   215   216   217   218   219   220   221