Page 214 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 214

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน






                    10.3.2 ระบบการปลูกพืชแซม หรือระบบการปลูกพืชสลับ (Inter cropping)

                              การปลูกพืชแซม หมายถึง การปลูกพืชตั้งแต่ 2 ชนิด หรือ มากกว่าในพื้นที่และเวลาเดียวกัน หรือ
             ต่างกัน แต่ต้องก่อนพืชชนิดแรกหรือพืชที่เป็นหลักออกดอก จึงเป็นการปลูกพืชแซมที่ไม่มีการแข่งขันกับพืชหลัก

             มากเกินไป จนทำให้ผลผลิตของพืชหลักลดลง นิยมใช้พืชอายุสั้นที่เจริญเติบโตเร็วเป็นพืชแซมในระหว่างแถวของพืช

             ที่มีอายุยาว ที่มีการเจริญเติบโตช้าในช่วงแรกของการปลูก เช่น ปลูกถั่วแซมลงในระหว่างแถวของการปลูกมัน
             สำปะหลัง กรณีปลูกพืชชนิดหนึ่งสลับกับพืชอีกชนิดหนึ่งหลายแถวติดต่อกัน ทำให้มองเห็นเป็นแถบของพืชทั้งสอง

             ชนิดสลับกันตลอดความยาวของแปลงปลูกพืช ตามแนวทางการอนุรักษ์ดินและน้ำ ชนิดพืชที่แนะนำให้ปลูกพืชเป็น
             แถบขวางความลาดเทของพื้นที่ เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน เช่น การปลูกแถบข้าวโพดสลับกับแถบถั่ว

             เหลือง การปลูกถั่วเขียวแซมในแถวต้นยางพารา (บุญเทียม, 2553) ทั้งนี้ รูปแบบการเลือกชนิดพืชเพื่อปลูก อาจ

             พิจารณาได้จาก พืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวของพืชหลักและพืชแซมใกล้เคียงกัน เช่น ระบบการปลูกข้าวโพดฝักสด และถั่ว
             เขียว กรณีพืชหลักมีอายุเก็บเกี่ยวมากกว่าพืชแซม เช่น ระบบการปลูก  ถั่วลิสง หรือ ระบบการปลูกถั่วเขียวแซมใน

             มันสำปะหลัง หรือในอ้อย หรือระบบการปลูกพืชไร่และพืชวงศ์ถั่ว ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เป็นพืชแซมในพืชหลัก
             ซึ่งเป็นไม้ผล ไม้ยืนต้นในช่วง 1-3 ปีแรก เป็นต้น

                    การศึกษาการใช้พืชวงศ์ถั่วในระบบการปลูกพืชแซมมีแนวทางการปฏิบัติสำคัญ คือ การเลือกชนิดพืชวงศ์

             ถั่วที่มีลักษณะลำต้นเลื้อย หรือทรงต้นเตี้ยช่วยปกคลุมผิวหน้าดินระหว่างร่องของพืชหลัก ดังเช่น ระบบการปลูกพืช
             ปุ๋ยสดวงศ์ถั่วเป็นพืชแซมในข้าวโพดซึ่งเป็นพืชหลัก ได้แก่ การปลูกถั่วแปบ ถั่วพร้า และถั่วมะแฮะ เป็นพืชแซมใน

             ข้าวโพด ซึ่งผลที่ได้ พบว่า พืชที่นำมาแซมในข้าวโพดทำให้ข้าวโพดผลผลิตลดลง (นิภา, 2540 ) อาจต้องมีการ

             จัดการเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบการปลูกพืชดังกล่าวได้รับการยอมรับ ได้แก่ การตัดแต่งทรงพุ่มของต้นถั่วเป็นระยะ
             การเลือกใช้ถั่วที่มีทรงต้นเตี้ย เช่น ถั่วลิสง หรือใช้วิธีการปลูกพืชที่มีการจัดแถวพืชตามแนว  ทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้ต้น

             ถั่วได้รับแสงได้ดีขึ้น ต้นถั่วมีความแข็งแรง เจริญเติบโตได้ดีขึ้น (สมพร และคณะ, 2537) หรือการเลือกช่วงอายุที่

             เหมาะสมต่อการนำพืชชนิดอื่นมาปลูกแซมในข้าวโพด ดังเช่น ถั่วเหลือง ควรปลูกแซมในข้าวโพดเมื่ออายุ 80 วัน ซึ่ง
             เป็นระบบการปลูกที่ให้ผลตอบแทนสูงมากกว่าการปลูกข้าวโพดตามด้วย ถั่วเหลือง และการปลูกข้าวโพดตามด้วย

             ข้าวโพด เนื่องจาก ไม่ต้องมีการเตรียมดินสำหรับการปลูกถั่วเหลือง   จึงทำให้มีรายได้สุทธิมากขึ้น (พัฒน์, 2535)
                    นอกจากนี้ชนิดของพืชปุ๋ยสด ซึ่งถือเป็นแหล่งของธาตุไนโตรเจน และช่วยเพิ่มการสะสมอินทรียวัตถุให้แก่

             ดิน ซึ่งชนิดของพืชปุ๋ยสดที่ถูกย่อยสลายได้เร็ว จะปลดปล่อยธาตุอาหารไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืชที่ปลูก
             ตามมาได้ในระยะเวลาสั้นๆ หากพืชปุ๋ยสดเป็นพืชที่ย่อยสลายได้ยาก จะปลดปล่อยไนโตรเจนได้ในปริมาณที่น้อย

             สำหรับพืชที่ปลูกตามมา แต่ในระยะยาวแล้ว จะส่งผลดีต่อดินมากกว่า กล่าวคือ ทำให้ดินมีการสะสมอินทรียวัตถุ

             เพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งไนโตรเจนสำหรับพืชฤดูที่สองที่ปลูกตามมา ดังเช่น การปลูกโสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสด พบว่า
             อัตราการย่อยสลายในช่วง 10 วันแรก ทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้น อัตราการย่อย

             สลายจะช้าลง ซึ่งร้อยละ 50 เป็นการย่อยสลายในส่วนของใบ และร้อยละ 30 เป็นการย่อยสลายในส่วนของลำต้น

             และราก ที่เหลือได้แก่ ส่วนของเนื้อไม้ของลำต้น ซึ่งถูกย่อยสลายได้ช้า จึงยังคงเหลืออยู่ในดินได้เป็นระยะเวลานาน
             มากกว่าหนึ่งปี หลังจากไถกลบลงดิน ซึ่งการปลดปล่อยไนโตรเจนจากปุ๋ยพืชสดมากน้อยจึงขึ้นกับ ชนิดของดิน




             186       คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   209   210   211   212   213   214   215   216   217   218   219