Page 51 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 51

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




               3.3 สภำพปัญหำของดินทรำย                                                                                                   3.4 แนวทำงแก้ไขปัญหำดินทรำย
                      ลักษณะของดินทราย นับว่าเป็นปัญหาที่ส าคัญ ควรจะน ามาพิจารณาปรับปรุง แก้ไขเพื่อเพิ่ม                                       3.4.1 ส่งเสริมและเผยแพร่ควำมรู้เรื่องกำรอนุรักษ์ดินและน้ ำ ไปสู่เกษตรกรให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

               ผลผลิตทางการเกษตรต่อหน่วยของพื้นที่ และดินทรายส่วนใหญ่มีศักยภาพในการผลิตต่ า เนื่องจากมีปัญหา                             โดยให้ทราบถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการชะล้างพังทลายของดิน รวมทั้งการจัดท าแปลงสาธิตมาตรการ
               ในการใช้ประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งพอจะแยกออกเป็นปัญหาหลักดังนี้                                                               อนุรักษ์ดินและน้ าที่ได้ผลในบริเวณต่างๆ ให้แพร่หลายกว่าในปัจจุบัน การฝึกอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการ
                      3.3.1 ปัญหำเกี่ยวกับกำรชะล้ำงพังทลำยของดิน (Soil erosion) นับว่าเป็นปัญหาที่รุนแรงใน                               อนุรักษ์ดินและน้ า ในบางท้องที่ที่มีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินรุนแรง รัฐจ าเป็นต้องให้ความช่วยเหลือ
               บริเวณพื้นที่ทางการเกษตร ในพื้นที่ดินพื้นที่ลุ่มๆ ดอนๆ และจะรุนแรงยิ่งขึ้นในบริเวณพื้นที่ภูเขา การชะ                      หรือให้บริการเรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ าแก่เกษตรกรที่ไม่สามารถจะลงทุนท าเองได้หรือน าระบบ Cost-
               ล้างพังทะลายของดินจะเริ่มเกิดขึ้นรุนแรงในพื้นที่ทีมีความลาดชันตั้งแต่ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปที่ใช้ในการปลูก                  Sharing มาใช้ โดยรัฐออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ดินและน้ าในไร่นาของเกษตรกรส่วนหนึ่ง และเกษตรกร

               พืชโดยไม่มีมาตรการด้านการอนุรักษ์ดินและน้ าที่เหมาะสม ซึ่งดินทรายจะมีศักยภาพในการถูกชะล้างสูง                             ออกอีกส่วนหนึ่งในรูปของแรงงาน
               เนื่องจากอนุภาคของดินเกาะกันอย่างหลวมๆ การชะล้างพังทลายของดินได้ท าให้เกิดปัญหาติดตามมา
               หลายอย่าง เช่น ท าให้คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรียกกันว่าดินเสื่อม

               โทรม ไม่สามารถท าการเพาะปลูกพืชต่อไปได้ มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมท าให้แม่น้ า ล าธาร เขื่อน อ่างเก็บ
               น้ าชลประทานตื้นเขิน ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้ง และน้ าท่วมซ้ าซาก
                      3.3.2 ปัญหำเกี่ยวกับสภำพควำมอุดมสมบูรณ์ของดิน ดินทรายจัดจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ า
               ปริมาณอินทรียวัตถุ ธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในเกณฑ์ต่ าหรือต่ ามาก

               ความสามารถในการแลกเปลี่ยนธาตุอาหาร (CEC) ต่ ามาก เป็นเหตุให้การใช้ปุ๋ยเคมีให้ผลตอบสนองต่ า ให้
               ผลผลิตพืชต่ า โดยเฉพาะดินทรายจัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีความอุดมสมบูรณ์ต่ า เนื่องจากวัตถุ
               ต้นก าเนิดดินเป็นหินทราย (Sandstone) ท าให้ดินถูกชะล้างธาตุอาหารออกไปมากในช่วงฤดูฝน และดินถูก                              ภำพที่ 3.2 ส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์ดินและน้ า
               น ามาใช้ในการเพาะปลูกเป็นเวลานาน ขาดการบ ารุงรักษาและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดินเท่าที่ควร

               โดยเฉพาะเกษตรกรในภาคนี้มีการใช้ปุ๋ยในอัตราเฉลี่ยต่ า เนื่องจากเกษตรกรมีฐานะยากจน จึงท าให้ดินมี                                  3.4.2 ส่งเสริมให้เกษตรกรน ำมำตรกำรต่ำงๆ มำใช้ในกำรปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ทั้งด้าน
               สภาพเสื่อมลงและเป็นผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ลดลงด้วย                                                                          กายภาพและเคมีของดินให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนี้
                      3.3.3 ปัญหำเกี่ยวกับคุณสมบัติทำงกำยภำพของดินไม่ดี ได้แก่ ดินแน่นทึบ โดยเฉพาะดินนาที่                                              1) ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยเทศบาล โดยเฉพาะส่งเสริมให้มี
               ค่อนข้างเป็นทรายละเอียดหลังจากคราดหรือท าเทือกแล้ว ดินจะตกตะกอนแน่นทึบยากแก่การปักด าต้น                                  โรงงานปุ๋ยเทศบาลขนาดเล็กกระจายอยู่ในจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้มีเศษขยะมากเพียงพอป้อนโรงงานได้

               กล้าลงไปในดิน เมื่อปักด าแล้ว ต้นกล้าไม่แตกกอ เนื่องจากการแพร่กระจายของรากอยู่ในวงจ ากัด ท าให้ผล                         ตลอดจนส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรียจากกากวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆทั้งนี้เพื่อจะได้ผลิต
               ผลิตต่อไร่ต่ า การที่ดินแน่นทึบนั้นเนื่องจากเนื้อดินเป็นดินทราย มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบต่ า จากผล                    ปุ๋ยขายให้เกษตรกรในราคาพอสมควร
               การวิเคราะห์ดินนาและดินไร่ที่มีลักษณะเนื้อดินเป็นทราย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี                                                  2) แนะน าให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีให้เหมาะสมกับสภาพของดินและชนิดของพืช เพื่อให้การ

               อินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์หรือต่ ากว่า ซึ่งดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกควรมี                         ใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพและให้ผลตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยสูงสุด ปัจจุบันการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรมักไม่ค านึงถึง
               อินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นต์ การที่มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบอยู่ใน                             ชนิดของดินและชนิดของพืชที่ปลูกมากนัก และนิยมซื้อปุ๋ยสูตรเดียวกันรวมทั้งใช้ในอัตราเดียวกันกับดิน
               ปริมาณดังกล่าวจะท าให้ดินร่วนซุยจับเป็นก้อนได้ดี ในการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เกี่ยวกับ                          เกือบทุกชนิด
               ความแน่นทึบ ความสามารถในการอุ้มน้ าและรักษาความชื้นในดิน จ าเป็นจะต้องมีการเพิ่มอินทรียวัตถุ                                             3) ส่งเสริมและแนะน าให้เกษตรกรใช้ระบบการปลูกพืชที่เหมาะสม เพื่อช่วยในการ
               ให้แก่ดินในรูปของปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยเทศบาล และการใช้วัสดุคลุมดิน เช่นฟาง                    ปรับปรุงบ ารุงดิน และรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เช่น ระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ระบบไร่นาสวน

               ข้าว แกลบฯลฯ ซึงสารปรับปรุงดินเหล่านี้จะช่วยท าให้ดินเกาะกันเป็นก้อนร่วนซุย เป็นผลท าให้การะเหย                           ผสม ระบบการปลูกพืชแซม การปลูกพืชบ ารุงดิน (green manuring crops) ซึ่งมีพืชตระกูลถั่วอยู่ในระบบ
               ของน้ าจากดินช้าลง และตัวอินทรียวัตถุเองก็สามารถดูดซับน้ าไว้ได้มากขึ้น                                                   การปลูกพืชด้วย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ปลูกมันส าปะหลังมาเป็นระยะเวลานานความอุดมสมบูรณ์ของดิน
                                                                                                                                         เสื่อมลงมาก ควรน าระบบการปลูกพืชตระกูลถั่วแซม เพื่อช่วยในการบ ารุงดินควบคู่กันไปด้วย แต่พืชตระกูล

                                                                                                                                         ถั่วที่น ามาปลูกแซมนี้จะต้องเป็นพืชที่สามารถน ารายได้เสริมแก่เกษตรกรจึงจะเป็นที่ยอมรับ หรือการใช้
                                                                                                                                         ระบบการปลูกหญ้าผสมถั่วเพื่อการเลี้ยงสัตว์ สลับการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะมันส าปะหลังที่เรียกว่า
                                                                                                                                         Lay farming ทั้งนี้เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ให้ลดลง





              36       สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย

                       กรมพัฒนาที่ดิน
   46   47   48   49   50   51   52   53   54   55   56