Page 55 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 55

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




                      อ้อย ควรใช้ปุ๋ยเคมี N-P2O5-K2O อัตรา 12-12-5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 15-12-10 อัตรา                            ความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 ตันต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร สมบูรณ์ (16-16-8) ประมาณ
               70-100 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา 25                           20-30 กิโลกรัมต่อไร่ หรือถ้าใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวอาจใช้ปุ๋ยอัตราสูงประมาณ 75-100 กิโลกรัมต่อไร่

               กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้นหลังการเปิดร่อง                                                                                              การใช้ปุ๋ยเคมีเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนในดินทราย มีข้อควรพิจารณา คือ
                      มันส ำปะหลัง ควรใช้ปุ๋ยเคมี N-P2O5-K2O อัตรา 8-8-8 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ย N-P2O5-K2O อัตรา                                              - ควรแบ่งใส่หลายๆ ครั้ง
               15-15-15 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 75 กิโลกรัมต่อไร่ โดยครั้งแรกใส่รองก้นหลุมก่อน                                              - ใส่ปุ๋ยประเภทที่ละลายน้ าออกมาใช้เป็นประโยชน์ได้ช้า
               ปลูกและครั้งที่สองเมื่อพืชอายุครบ 2 เดือน                                                                                                       - ควรใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เศษพืชฯลฯ เพื่อยึดธาตุอาหารไว้ไม่ให้
                      ข้ำวโพด ควรใช้ปุ๋ยเคมี N-P2O5-K2O อัตรา 6-6-3 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 16-16-8 อัตรา                            ถูกชะล้างได้ง่าย และเป็นการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ าของดินด้วย

               25-50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยสูตร 20-20-0 อัตรา 50-75 กิโลกรัมต่อไร่ (ดินที่ขาดโพแทสเซียม หรือมีน้อย                                            - ควรใช้วัสดุคลุมดิน เช่นฟางข้าว แกลบ เศษวัสดุต่างๆ หรือคลุมด้วยพลาสติก
               กว่า 70 ppm. ควรใส่โพแทสเซียมอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่) ครั้งแรกใส่รองก้นหลุมและครั้งที่สองเมื่อ                            เพื่อรักษาความชื้นในดิน
               ข้าวโพดสูงประมาณ 40 เซนติเมตร                                                                                                    3.5.2 กำรจัดกำรดินทรำยชั้นดำน

                              2) ใช้ปลูกไม้ยืนต้นหรือไม้ผลบางชนิด ในสภาพดินทรายที่เป็นที่ดอนมีการระบายน้ าดี                                    เนื่องจากดินชนิดนี้เป็นดินที่ไม่มีดินเหนียวผสมอยู่ จึงเป็นดินที่มีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี
               ไม้ผลที่เหมาะจะปลูก คือ มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ มะขาม น้อยหน่า พุทรา นุ่น สะเดา ไผ่ ส าหรับไม้ยืนต้น                        ไม่ดี อินทรียวัตถุ การอุ้มน้ า และการสะสมธาตุอาหารพืชมีขีดจ ากัดมาก เนื่องจากการสูญเสียธาตุอาหารพืช
               โตเร็วได้แก่ ยูคาลิปตัส กระถินณรงค์ กระถินเทพา และกระถินบ้าน หรือกระถินยักษ์ ฯลฯ                                          มีสูง จากการมีประสิทธิภาพในการอุ้มน้ าของดินนี้ไม่ดี ท าให้สภาพบริเวณนี้เปรียบเสมือนเป็นเขตแห้งแล้ง
                      มะม่วง ควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 500 กรัมต่อต้น พร้อมปุ๋ยคอกอัตรา 20 กิโลกรัมต่อ                           โดยเฉพาะในฤดูแล้งดินจะมีอุณหภูมิสูง ซึ่งเป็นปัญหาต่อการงอกและการเจริญเติบโตของพืช แต่ในฤดูฝน

               ต้น ในปีแรกมะม่วงตั้งตัวได้ แบ่งใส่เมื่อดินมีความชื้นพอเหมาะปีละ 2 ครั้ง ตอนต้นและปลายฤดูฝน ในปี                          บริเวณนี้จะฝนตกชุกและบางแห่งมีน้ าท่วมขัง
               ต่อไปจ านวนปุ๋ยเคมีที่ใช้เป็นระยะตามพัฒนาการหรือความต้องการของพืช โดยใส่ปุ๋ยเคมีเป็นจุดรอบรัศมี                                  สิ่งส าคัญในการจัดการดินชนิดนี้เพื่อการเกษตรกรรม คือ การคัดเลือกชนิดพืชที่ปลูกซึ่งจะต้องเป็น
               ทรงพุ่มพร้อมปุ๋ยคอกอัตรา 20-50 กิโลกรัมต่อต้น โดยรอบรัศมีทรงพุ่ม                                                          พืชทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง พืชที่สามารถปลูกได้ผลดี คือ มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์ ยาสูบ แตงโม
                      มะม่วงหิมพำนต์ เมื่อมะม่วงหิมพานต์ตั้งตัวได้จนถึงอายุ 2 ปี ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 300-                     กะหล่ าปลี และกระทกรกฝรั่ง แต่จะต้องใส่ปุ๋ยในอัตราสูงและพอเพียง พืชอีกชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มที่ดี คือ

               800 กรัมต่อต้น เมื่ออายุ 3 ปี ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น เมื่ออายุ 4-6 ปี ใช้ปุ๋ยเคมี                ถั่วมะแฮะ
               สูตร 15-15-15 อัตรา 1.5-2 กิโลกรัมต่อต้น เมื่ออายุ 7 ปีขึ้นไป ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 อัตรา 2-3                              จากการที่ดินชนิดนี้มีธาตุอาหารต่ า การใช้ปุ๋ยอัตราสูงและการแบ่งใส่ปุ๋ยจึงเป็นปัจจัยส าคัญ อัตรา
               กิโลกรัมต่อต้น ควรใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ในตอนต้นและปลายฤดูฝน โดยใส่ปุ๋ยเคมีเป็นจุดรอบรัศมี ทรงพุ่มเมื่อ                     ปุ๋ยควรสูงกว่าการปลูกในดินธรรมดา เช่น ปลูกยาสูบ ควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ประมาณ 10-15 กิโลกรัมต่อไร่
               ดินมีความชื้นพอเหมาะ พร้อมปุ๋ยคอก 20-50 กิโลกรัมต่อต้น โดยโรยรอบรัศมีทรงพุ่ม                                                     นอกจากนั้นการจัดการดินชนิดนี้ส าคัญ คือการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพราะปุ๋ยอินทรีย์เหล่านี้

                      นุ่น ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 12 กิโลกรัมต่อต้นร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 300 กรัม                      สามารถเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารให้แก่พืช ลดอุณหภูมิในดิน เพราะความชื้นในดินจะสามารถอยู่ใน
               ต่อต้น รองก้นหลุม เมื่ออายุ 1-2 ปี ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้น เมื่ออายุ 3-4 ปี ใส่                 ดินได้นานกว่าเมื่ออินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น
               ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น และเมื่ออายุ 5 ปี ขึ้นไป ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 2                           การจัดการน้ าก็เป็นปัจจัยส าคัญอีกปัจจัยหนึ่งในการใช้ประโยชน์เพื่อการปลูกพืชของดินชนิดนี้

               กิโลลกรัมต่อต้น โดยใส่รอบทรงพุ่ม และแบ่งใส่ปีละ 2 ครั้ง                                                                   ทั้งนี้เนื่องจากความสามารถในการอุ้มน้ าของดินต่ าและอัตราการซึมผ่านของน้ าในดินชนิดนี้สูงมาก ฉะนั้น
                              3) ใช้ปลูกหญ้า หรือพัฒนาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ นับว่าเหมาะสมกับศักยภาพของดินทราย                          ระบบการชลประทานที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจ าเป็น การใช้น้ าแบบหยดและการให้น้ าแบบพ่นฝอยซึ่ง
               มาก โดยเฉพาะพื้นที่ค่อนข้างเป็นที่ราบ พันธุ์หญ้าที่เจริญเติบตได้ดี ได้แก่ พันธุ์เนเปียร์ลูกผสม หญ้ารูซี่                  สามารถควบคุมปริมาณน้ าได้ เป็นการชลประทานที่เหมาะสมต่อการจัดการน้ าในดินชนิดนี้
               หญ้าเบอร์บิวด้า หญ้าบัพเพล หญ้ากินนี และหญ้าสตาร์ เป็นต้น และถ้าหว่านถั่วเวอราโนผสมกับหญ้าแล้ว                                   การรักษาความชื้นในดินโดยการใช้วัสดุคลุมดินเป็นสิ่งจ าเป็น การใช้ฟางข้าว และเศษพืชบางชนิด
               จะเป็นการดีมาก เพราะนอกจากจะเพิ่มคุณค่าแก่อาหารสัตว์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน                             พบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาความชื้นในดินได้ดี และสามารถลดอุณหภูมิในดิน นอกจากนี้พบว่า

               อีกด้วย จากการศึกษาพบว่า การปลูกหญ้ารูซี่ผสมถั่วเวอราโน ใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 20-40 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้                      พลาสติกสีขาวสามารถใช้เป็นวัสดุคลุมดินได้ดีพอๆ กับการคลุมดินด้วยฟางข้าว
               น้ าหนักสดถั่วผสมหญ้ารวม 3 ปี จ านวน 6,000-7,000กิโลกรัมต่อไร่ และจากการวิเคราะห์ดินก่อนและหลัง
               การทดลอง ผลปรากฏว่า ปริมาณอินทรียวัตถุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น                                                                  3.6 สรุปและข้อเสนอแนะ

                              4) เพื่อใช้ท านา โดยเฉพาะดินทรายที่พบในที่ราบต่ า (Low terrace) ซึ่งสามารถปลูกได้ดี                               ดินทรายเป็นปัญหาส าคัญที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรดินในประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 6 ล้านไร่
               โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน โดยมีน้ าขังเป็นระยะเวลาพอสมควร พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกควรเป็นพันธุ์ข้าวเบา เพราะ                        เนื่องจากการเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินเกิดขึ้นได้ทั้งจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะของ
               ดินทรายที่พบในพื้นที่ส่วนนี้มักเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ า การปลูกข้าวถ้าจะให้ได้ผลดีควรมีการปรับปรุง                         หินต้นก าเนิดดิน ลม ฝน อุณหภูมิ และอื่นๆ ซึ่งยากต่อการควบคุม นอกจากนี้ยังเกิดจากมนุษย์เป็นผู้กระท า






              40       สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย

                       กรมพัฒนาที่ดิน
   50   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60