Page 71 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 71
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
อยู่รอบเซลล์ เปลี่ยนเป็นรูปที่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ (Jo et al., 1997) ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีจุลินทรีย์เพียงบางชนิด
เท่านั้น ที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ในดินเปรี้ยวจัด และโดยทั่วไปมักพบว่าจุลินทรีย์ในดินเปรี้ยวจัดมีปริมาณน้อย
กว่าดินปกติ จากการศึกษาของ Phung and Lieu (1994) ที่ศึกษาปริมาณและชนิดของจุลินทรีย์ในดินเปรี้ยวจัดซึ่ง
ปลูกยูคาลิปตัสในประเทศเวียดนาม จำนวน 9 แปลง เปรียบเทียบกับแปลงที่ไม่เป็นดินเปรี้ยวจัด พบว่า ในแปลงที่
5
เป็นดินเปรี้ยวจัดมีจุลินทรีย์ดินอยู่ในปริมาณที่ต่ำมาก คือ พบเพียง 2.29X10 cfu (colony forming unit) ต่อดิน
9
1 กรัม ในขณะที่ในแปลงที่ไม่เป็นดินเปรี้ยวจัด พบได้สูงถึง 1.2X10 cfu ต่อดิน 1 กรัม และพบว่าบริเวณผิวดินที่
ความลึก 0-20 เซนติเมตร มีปริมาณจุลินทรีย์ดินสูงกว่าที่ระดับ 20-40 เซนติเมตร ชนิดของจุลินทรีย์ดินที่พบในดิน
เปรี้ยวจัดที่ศึกษาในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย รองลงมา คือ แอคติโนมัยซีท และเชื้อรา ซึ่งโดยปกติแล้วในสภาพ
ดินกรดจัดจะพบเชื้อราสูงกว่าจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ แต่ในการศึกษาครั้งนี้ กลับพบแบคทีเรียในปริมาณที่สูงกว่าเชื้อรา
มาก เพราะยูคาลิปตัสอาจปลดปล่อยสารบางอย่างที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา
การที่จุลินทรีย์ดินในดินเปรี้ยวจัดมีปริมาณน้อยทำให้กระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของ
จุลินทรีย์ดินเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยเฉพาะกระบวนการไนทริฟิเคชัน (nitrification) ดีไนทริฟิเคชัน
(denitrification) และแอมโมนิฟิเคชัน (ammonification) ทั้งๆ ที่ดินเปรี้ยวจัดมีอินทรียวัตถุสูง แต่กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงในไนโตรเจนจากอินทรียวัตถุให้เป็นรูปที่พืชดูด (N mineralization) ในดินดังกล่าวเกิดขึ้นช้า ดังนั้น
ข้าวมักจะตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน (Attanandana,1993) นอกจากนี้ อัตราการสลายตัวของอินทรียวัตถุโดย
จุลินทรีย์ดินพวกเฮทเทอโรโทรป (heterotroph) ในดินกรดเปรี้ยวจัดได้ช้าลง เนื่องจากพีเอชที่ต่ำมาก ทำให้
กิจกรรมจุลินทรีย์หยุดชะงัก ในดินเปรี้ยวจัดส่วนใหญ่จะพบเชื้อรามากกว่าจุลินทรีย์ดินชนิดอื่นๆ เนื่องจากเชื้อรา
สามารถทนต่อสภาพที่เป็นกรดได้ดี โดยในอาหารเลี้ยงเชื้อที่ใช้แยกเชื้อรานิยมปรับพีเอชให้เป็นกรดเพื่อป้องกันการ
เจริญเติบโตของแบคทีเรียและแอคติโนมัยซีท นอกจากนี้ยังมียีสต์ (yeast) ซึ่งจัดอยู่ในจำพวกเดียวกับเชื้อรา
สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เช่น เชื้อ Ustilago sp. ซึ่งเป็นยีสต์ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรอบราก
ข้าวที่ปลูกในดินเปรี้ยวจัด และเป็นจุลินทรีย์ที่มีการปลดปล่อยเอนไซม์แอซิดฟอสฟาเทสซึ่งมีความสามารถในการ
ละลายอินทรีย์ฟอสฟอรัส ทำให้ช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสได้ (สายใจ, 2549)
4.2 ผลกระทบของดินเปรี้ยวจัด
4.2.1 ผลกระทบด้านการเกษตร
ดินเปรี้ยวจัดได้รับการอธิบายว่าเป็น "ดินที่น่ารังเกียจที่สุดในโลก" (the nastiest soils on earth)
เนื่องจากมีความเป็นกรดสูงมากและธาตุที่เป็นพิษมีในปริมาณสูง (Dent and Pons, 1995) ในสภาวะที่ไม่ถูก
รบกวน ดินเปรี้ยวจัดถือว่าไม่เป็นพิษเป็นภัย ถ้าดินเปรี้ยวจัดถูกระบาย ขุดออก หรือให้ดินสัมผัสกับอากาศโดยการ
ลดระดับน้ำลง ซัลไฟด์ที่อยู่ในดินซัลไฟด์จะถูกออกซิไดซ์และทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเพื่อสร้างกรดซัลฟิวริก
3+
3+
2+
(H 2SO4) (Nordmyr et al., 2008) และภายใต้สภาวะที่ดินเป็นกรด จะมีธาตุเหล็ก (Fe , Fe ) อะลูมินัม (Al )
และธาตุที่อาจเป็นพิษออกสู่ระบบดินและน้ำ (Roos and Astrom, 2005; Poch et al., 2009; Ljung et al.,
2010) แม้ว่าดินเปรี้ยวจัดจะครอบคลุมพื้นที่เพียงเล็กน้อย (17-24 ล้านเฮกตาร์) ของดินทั่วโลก เมื่อมีการ
ปลดปล่อยกรดและธาตุที่เป็นพิษ ดินเปรี้ยวจัดจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก (Poch et al., 2009) Cook
and Gardner (2001) รายงานว่าปริมาณกรดซัลฟิวริกที่ระบายออกจากพื้นที่เพาะปลูกลงระบบน้ำในประเทศ
ออสเตรเลียคาดว่าจะอยู่ที่ 400-3,400 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ต่อปี ในขณะที่งบประมาณ 189 ล้านเหรียญสหรัฐถูกใช้
สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย 59
กรมพัฒนาที่ดิน

