Page 70 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 70
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
การขาดแมกนีเซียมในดินทรายโดยทั่วไปสัมพันธ์กับค่าพีเอชที่ต่ำกว่า 5 ความเข้มข้นของอะลูมินัม
และไฮโดรเจนไอออนที่พีเอช 5 ในดินมีเพียงพอที่จะยับยั้งการดูดซึมแมกนีเซียมของพืช การใส่ปูนจะทำให้อะลูมินัม
และไฮโดรเจนไอออนเป็นกลางและช่วยส่งเสริมการดูดใช้แมกนีเซียมอย่างเหมาะสมของพืช ในดินทรายที่เป็นกรด
การตอบสนองต่อปูนของพืชจะสัมพันธ์กับการใช้ปูนโดโลไมต์ที่มีแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบ ความเป็นประโยชน์
ของแมกนีเซียมของดินมีความสัมพันธ์กับความอิ่มตัวของแมกนีเซียมมากกว่าปริมาณแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้
เช่นเดียวกัน การศึกษาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความอิ่มตัวของแมกนีเซียมควรอยู่ในช่วง 5–10 เปอร์เซ็นต์จะทำให้
พืชเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม (Kamprath and Smyth, 2005)
สำหรับโพแทสเซียมในดินส่วนใหญ่อยู่ในรูปที่เป็นแร่ซึ่งสลายตัวอย่างช้าๆ ให้สารประกอบ
โพแทสเซียมที่ละลายได้ง่ายขึ้น ในสภาพที่ดินเป็นกรด แร่โพแทสเซียมจะสลายตัวได้เร็วยิ่งขึ้น โพแทสเซียมในดินที่
อยู่ในรูปของแร่มีประมาณ 90-98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 2-10 เปอร์เซ็นต์อยู่ในรูปไอออนบวกที่ดูดซับอยู่ที่ผิวของสาร
คอลลอยด์ (adsorbed K) และอยู่ในสารละลายดิน ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตรึงโพแทสเซียมในดินกรด ก็คือ ชนิด
ของสารคอลลอยค์ ดินที่มีดินเหนียวประเภท 1:1 ชนิด Kaolinite เป็นองค์ประกอบอยู่มาก จะตรึงโพแทสเซียมไว้
ได้น้อย แต่ประเภท 2:1 ประเภท ชนิด vermiculite และ illite จะตรึงโพแทสเซียมได้มาก การใช้ปูนก็จะทำให้
โพแทสเซียมถูกชะล้างน้อยลง เนื่องจากแคลเซียมจากปูนจะไปลดความเป็นกรดของดิน ดินจะอิ่มตัวด้วยแคลเซียม
และโพแทสเซียมไอออนจะไล่ที่แคลเซียมไอออนได้ง่ายกว่าไล่ไฮโดรเจนไอออน หรืออะลูมินัมไอออน ด้วยเหตุนี้
โพแทสเซียมที่ถูกชะล้างไปโดยน้ำก็น้อยลง แต่บางครั้งการที่มี CaCO 3 มากเกินไปจะทำให้เกิดการขาดโพแทสเซียม
ในดินได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ดินกรดเขตร้อนชื้นทั่วไปจะขาดธาตุอาหารพืชประจุบวกที่เป็นด่าง คือ แคลเซียม
แมกนีเซียม และโพแทสเซียม และมักมีรายงานอยู่เสมอว่าในดินร่วนทราย ดินที่มีกรวดทรายที่มีอัตราการชะล้างสูง
และดินทรายที่เป็นกรด จะมีโพแทสเซียมไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช
4.1.2 ปัญหาทางด้านกายภาพ
1) พื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำท่วมขัง และเกิดปัญหาน้ำท่วม ถ้ามีฝนตกปริมาณมาก ทำให้การใช้ประโยชน์
พื้นที่ในการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ได้รับความเสียหายได้ หากไม่มีการจัดการที่ดี
2) โครงสร้างดินแน่นทึบ ดินแห้งแข็งและแตกระแหง ทำให้ไถพรวนยาก และการแตกระแหงของ
ดินทำให้เกิดการออกซิเดชันของไพไรต์ในดิน เกิดกรดกำมะถันเพิ่มขึ้น
3) ดินเปรี้ยวจัด มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวถึงเหนียวจัด ทำให้ดินมีการระบายน้ำเลว
4.1.3 ปัญหาทางด้านชีวภาพ
จุลินทรีย์ดินที่เจริญเติบโตในดินเปรี้ยวจัดนั้นมีอยู่ในปริมาณน้อย เนื่องจากในสภาพดินเปรี้ยว
จัดเป็นดินที่มีพีเอชต่ำ และยังมีอะลูมินัมเฟอรัสไอออนและแมงกานีสไอออนมากจนอาจถึงระดับที่เป็นพิษ ทำให้มี
จุลินทรีย์ดินเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถเจริญได้ โดยส่วนใหญ่แล้วจุลินทรีย์ดินที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพดิน
เปรี้ยวจัดมักจะมีกลไกในการปรับตัวให้ทนต่อสภาพที่มีพีเอชต่ำๆ เช่น มีกลไกรักษาพีเอชภายในเซลล์ให้สูงกว่าพี
เอชของดินโดยรอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฮโดรเจนไอออนเป็นพิษต่อเซลล์ (Sylvia et al., 2005) เป็นต้น นอกจากนี้
จุลินทรีย์ยังมีกลไกที่ช่วยลดความเป็นพิษของแคตไอออนที่อาจเป็นพิษต่อเซลล์ของจุลินทรีย์ โดยเฉพาะกลไกใน
การต้านทานความเป็นพิษของอะลูมินัม ทั้งการที่พบว่ามีจุลินทรีย์ดูดอะลูมินัมไปภายในเซลล์แล้ว อะลูมินัมไปจับ
กับโปรตีนบางชนิด เปลี่ยนเป็นรูปที่ไม่เป็นพิษหรืออาจสะสมไว้ในส่วนของแวคคิวโอล (vacuole) หรือจุลินทรีย์ดิน
มีการปลดปล่อยสารบางชนิดออกมา เช่น กรดอินทรีย์ หรือเอนไซม์บางชนิด เป็นต้น มาตกตะกอนกับอะลูมินัมที่
58 สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
กรมพัฒนาที่ดิน

