Page 30 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 30

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                                    (iv) ควบคุมปริมาณกรดอินทรีย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหล็ก อะลูมินัม ตลอดจน
            สารพิษต่างๆ เช่น ไพไรต์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ในสารละลายดิน มิให้มีการสะสมมากเกินไปจนเป็นพิษต่อพืช

                                    (v) การใส่ปูนจะช่วยลดการเกิดโรครากเน่า โคนเน่าของพืช
                                    (vi) การใช้ปูนร่วมกับปุ๋ยเคมี จะเสริมประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี ทำให้พืชสามารถดูด
            นำไปใช้ให้ผลผลิตดีกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียว
                                 (5) ชนิดและคุณภาพของปูนที่ใช้ทางการเกษตร
                                 ปูนที่นิยมใช้กันทั่วไปมีหลายชนิด เช่น ปูนมาร์ล หินปูนบด หินปูนฝุ่น ปูนเปลือกหอยเผา

            ปูนขาว ปูนโดโลไมต์ เป็นต้น (เจริญ และรสมาลิน, 2542) และปูนที่มีคุณภาพดี ต้องสามารถแก้ความเป็นกรดของ
            ดินได้เร็ว ซึ่งปริมาณความต้องการปูน (lime requirement) ที่ต้องการใช้ทำปฏิกิริยากับกรดในดินเพื่อแก้ความ
            เป็นกรดของดินนั้นๆ โดยปกติแล้ว ดินที่เป็นกรดมากกว่าต้องการปริมาณปูนเพื่อสะเทินกรดมากกว่า และดินที่มี

            เนื้อดินละเอียดกว่าต้องการปริมาณปูนเพื่อแก้กรดมากกว่าดินที่มีเนื้อหยาบกว่า เกษตรกรสามารถทราบได้ว่าดินนั้น
            มีความต้องการปูนเท่าใด โดยเก็บตัวอย่างดินในแปลงปลูกพืชแล้วนำไปวิเคราะห์ โดยส่งให้กับหน่วยงานต่างๆ ที่มี
            หน่วยบริการวิเคราะห์ดิน ปริมาณปูนที่ใช้ควรเป็นปริมาณปูนที่ยกระดับพีเอชของดินให้สูงกว่า 5.0 หรือ 5.5 เพราะ
            ความเป็นพิษของสารพิษต่างๆ เช่น พวกเหล็ก และอะลูมินัมจะหมดไป นอกจากนั้น พืชแต่ละชนิดมีระดับความ

            ทนทานต่อกรดในดินแตกต่างกันไป ดังนั้น การที่เกษตรกรจะเลือกใช้วัสดุปูนชนิดใดและใช้ในปริมาณเท่าใดนั้น มี
            แนวทางในการพิจารณาดังนี้
                                    (i) ระดับความรุนแรงของกรดในดินและคุณสมบัติของดิน ซึ่งมีผลทำให้ดินในแต่ละ
            แห่งมีปริมาณความต้องการปูนที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปดินที่มีระดับพีเอชเท่ากัน ปริมาณความต้องการปูนที่มา

            ยกระดับพีเอชของดินนั้นไม่จำเป็นต้องเท่ากันเสมอไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของดินนั้นๆ ได้แก่ ชนิดของเนื้อดิน และ
            ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน กล่าวคือดินที่มีเนื้อดินเป็นดินเหนียวหรือมีอินทรียวัตถุสูง จะมีความต้านทานในการ
            เปลี่ยนแปลงระดับพีเอชของดินสูง ดังนั้น เมื่อมีการใส่ปูนจึงต้องใส่ปูนในปริมาณที่มากกว่าดินเนื้อหยาบ เช่น ดิน
            ร่วนทราย หรือดินทรายร่วนที่มีพีเอชเท่ากัน

                                    (ii) สภาพการใช้ประโยชน์พื้นที่ การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินที่เป็นกรดจัดเพื่อทำ
            การเกษตรในรูปแบบต่างๆ จำเป็นต้องใช้ปูนเพื่อแก้ไขปัญหาความเป็นกรดของดินก่อนการปลูกพืช ดังนั้น ปริมาณ
            ปูนที่ใช้จะแตกต่างกันตามความต้องการของพืช หรือชนิดพืชที่ปลูก จึงจำเป็นต้องพิจารณาสภาพการใช้ประโยชน์

            พื้นที่ก่อนพิจารณาอัตราปูนที่ใส่ดังนี้
                                        - การทำนา สามารถสรุปคำแนะนำในการปรับปรุงดินด้วยการใช้ปูนมาร์ลหรือหิน
            ปูนบด (หินฝุ่น) ได้ดังนี้ หากดินที่มีระดับความเป็นกรดปานกลางพีเอชมากกว่า 4.5 ไม่จำเป็นต้องใส่ปูน แต่เมื่อพีเอช
            ของดินลดลง มีค่าพีเอช 4.1-4.4 แนะนำให้ใช้ปูนในอัตราประมาณ 0.5-1.0 ตันต่อไร่ และหากดินมีพีเอชต่ำกว่า
            4.0 (มักเป็นดินเปรี้ยวจัด) แนะนำให้ใช้ปูนในอัตราประมาณ 1.0-2.0 ตันต่อไร่

                                        - การปลูกพืชแบบยกร่องสวน โดยทั่วไปการยกร่องเพื่อปลูกพืชนั้นจะมีการใช้
            พื้นที่ปลูกพืชต่างๆ กันคือ การปลูกพืชไร่พืชสวน โดยการปลูกพืชเต็มพื้นที่บนหลังร่อง พืชที่ปลูกได้แก่ พืชผัก พืชไร่
            และไม้ตัดดอกล้มลุกต่างๆ พืชที่ปลูกจะมีระบบรากตื้น การปรับปรุงดินจะต้องหว่านปูนมาร์ลและคลุกเคล้ากับดิน

            ให้ทั่วทั้งร่อง โดยใช้ปูนในปริมาณที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดก่อนทำการปลูกพืช การปลูกพืชไม้ผลและไม้ยืนต้น










              18       สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34   35