Page 33 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 33

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                                                                                                     -
               ฟอสเฟตอยู่เป็นปริมาณมาก การตรึงฟอสเฟตจะเกิดขึ้นมากด้วย ซึ่งฟอสเฟตส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป H2PO4  การตรึง
               ฟอสเฟตในดินที่มีอนุภาคดินเหนียวสูงจะมีมากกว่าดินที่มีอนุภาคดินเหนียวต่ำ

                              ในดินนาที่มีอินทรียวัตถุต่ำจำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน ต้นข้าวจะดูดใช้ธาตุอาหารจากดิน
               ไปใช้ในการเจริญเติบโตและสะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของพืช การปลูกข้าวในช่วงหนึ่งฤดูปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ พันธุ์ข้าวไม่
               ไวแสงจะต้องการธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จำนวน 12, 3 และ 3 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ
               ในขณะที่พันธุ์ข้าวไวแสงจะต้องใช้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมจำนวน 6, 3 และ 3 กิโลกรัมต่อไร่
               ตามลำดับ (สถาบันวิจัยข้าว, 2543) นอกจากนี้ ข้าวยังต้องการธาตุอาหารรองได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม

               กำมะถัน และธาตุอาหารเสริม ซึ่งธาตุอาหารดังกล่าวจะได้มาจากการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุชนิดต่างๆ
               สำหรับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสนั้นสามารถใส่ในรูปต่างๆ ดังนี้ คือ
                             (1) การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต (16-20-0) ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต (16-20-0) เป็นปุ๋ยเคมีที่

               เกษตรกรใช้อยู่ทั่วไป บางครั้งเรียกปุ๋ยแอมโมฟอสหรือปุ๋ยนา โดยจะใช้อัตราต่างๆ กัน เช่น ในชุดดินรังสิตกรดจัด
               (กลุ่มชุดดินที่ 10) การใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟต จะให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด จนถึงอัตราปุ๋ยที่ระดับ 60
               กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟตในอัตราที่สูงขึ้นกว่านี้ ผลผลิตข้าวอาจจะลดลง จากการวิเคราะห์
               ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ พบว่าอัตราปุ๋ยแอมโมเนียมฟอสเฟตที่เหมาะสม ในดินชุดรังสิตกรดจัดอยู่ระหว่าง 40-

               60 กิโลกรัมต่อไร่ โดยต้องใช้ปูนมาร์ลปรับปรุงดินก่อนในอัตรา 2 ตันต่อไร่
                             (2) การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (N-P 2O5-K2O) ในรูปปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยทริปเปิล
               ซูเปอร์ฟอสเฟตและปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ เนื่องจากดินเปรี้ยวจัดเป็นดินที่มีปัญหาขาดแคลนธาตุอาหารหลัก
               ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ดังนั้น ปุ๋ยเคมีที่จำเป็นในการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดคือ ปุ๋ยไนโตรเจน ปุ๋ย

               ฟอสฟอรัส และปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตราที่เหมาะสม
                             (3) การใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟต เนื่องจากในดินเปรี้ยวจัดมีการตรึงธาตุฟอสฟอรัส ทำให้มีปัญหาการ
               ขาดธาตุฟอสฟอรัส ดังนั้นการจัดการปุ๋ยฟอสฟอรัสให้พืชได้รับในปริมาณที่เกิดประโยชน์สูงโดยถูกตรึงในดินน้อย
               ที่สุด ด้วยการใช้หินฟอสเฟตซึ่งเป็นปุ๋ยชนิดละลายช้าร่วมกับปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟตซึ่งเป็นปุ๋ยชนิดละลายเร็ว

               ในสัดส่วนที่เหมาะสม
                             (4) การใช้ปุ๋ยซิลิคอน ปุ๋ยซิลิคอนเป็นธาตุเสริมประโยชน์ (Beneficial mineral element) แก่พืช
               หลายชนิด ลดการตรึงฟอสเฟตในดิน ช่วยให้ข้าวตั้งชัน สังเคราะห์แสงได้ดี ลำต้นแข็งแรง ไม่ล้มง่าย ต้านทานต่อ

               โรคและแมลง ป้องกันเชื้อราเข้าในใบ เนื่องจากความแข็งแรงของผนังเซลล์ที่มีซิลิคอนสูงและมีแมลงกัดกินใบ
               น้อยลง นอกจากนั้นซิลิคอนจะช่วยลดความเป็นพิษของแมงกานีส เหล็ก และอะลูมินัม โดยช่วยให้ข้าวทนต่อความ
               เป็นพิษได้มากขึ้น
                              3) การใช้อินทรียวัตถุ
                              การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสด (ภาพที่ 2.7) ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและ

               ความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน โดยอินทรียวัตถุมีผลต่อสมบัติของดิน ได้แก่
                                    (1) การเป็นแหล่งอาหารของพืช เนื่องจากกระบวนการย่อยสลายของอินทรียสารที่ได้
               จากปุ๋ยอินทรีย์จะปลดปล่อยธาตุอาหารพืชออกมาโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุไนโตรเจน

               นอกจากนั้น อินทรียวัตถุยังปลดปล่อยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ตลอดจนธาตุอาหารเสริมบางชนิดอีกด้วย










                                                สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย             21
                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   28   29   30   31   32   33   34   35   36   37   38