Page 35 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 35
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
4) การใช้จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์
จากสภาพความเป็นกรดของดินเปรี้ยวจัด มีผลทำให้ธาตุอะลูมินัมและเหล็กที่เกิดขึ้นไปยับยั้งการ
เจริญเติบโตของระบบรากพืช เกิดการตรึงธาตุอาหารพืช และทำให้ดินขาดแคลนธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช จาก
การยับยั้งการเจริญของระบบรากพืช นอกจากทำให้การดูดซึมน้ำและธาตุอาหารพืชลดลงแล้ว ปฏิกิริยาร่วม
ระหว่างอะลูมินัม-ฟอสฟอรัส (Al-P) ที่ระบบรากก็มีผลในการยับยั้งการเคลื่อนย้ายฟอสฟอรัสไปยังลำต้นพืชอีกด้วย
จากการใช้จุลินทรีย์ดินบางชนิดพบว่า สามารถช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสได้ เช่น การใช้เชื้อ
ราวีเอ-ไมคอร์ไรซ่า (Vesicular Arbuscular Mycorrhiza: VAM) ซึ่งเป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตได้ดีในดิน
กรดจัด ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช โดยใยราที่พันอยู่กับรากพืชทำให้พืชมีพื้นที่ผิวของรากเพิ่มมากขึ้น และ
ใยราชอนไชเข้าไปในดิน สัมผัสกับธาตุฟอสฟอรัสและดูดธาตุนี้โดยตรงและถ่ายทอดไปสู่รากพืช จึงเป็นการเพิ่ม
พื้นที่ในการดูดน้ำและธาตุอาหารให้มีมากขึ้น สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดน้ำและธาตุอาหารพืช
โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุฟอสฟอรัสได้ดี นอกจากนั้น ยังมี phosphate solubilizing microorganisms (PSM) ซึ่ง
เป็นจุลินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถละลายปุ๋ยหินฟอสเฟต และให้ธาตุฟอสฟอรัสในสารละลายดินเป็นประโยชน์ต่อ
พืชมากขึ้นเช่นเดียวกัน ในปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินได้ผลิตผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ พด. 9 ประกอบด้วยจุลินทรีย์เพิ่ม
ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินกรดและดินเปรี้ยวจัด ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการละลาย
ฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ และแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปขยายเชื้อต่อ โดยใช้คลุกเคล้ากับ
วัสดุขยายเชื้อ เช่น ปุ๋ยหมักหรือรำข้าว และนำไปใส่ในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดและดินกรดต่อไป (กรมพัฒนาที่ดิน, 2553)
5) การใช้ถ่านชีวภาพ
ถ่านชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่ได้จาการนำมวลชีวภาพผ่านกระบวนการย่อยสลายด้วยความ
ร้อนโดยไม่ใช้ออกซิเจน (pyrolysis) ที่อุณหภูมิมากกว่า 300 องศาเซลเซียส ถ่านชีวภาพมีคาร์บอนเป็น
องค์ประกอบสูง มีธาตุอาหาร รูพรุนตามธรรมชาติ ช่วยอุ้มน้ำ และธาตุอาหารต่างๆ รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับ
จุลินทรีย์และเชื้อราในดิน เนื่องจากถ่านชีวภาพมีรูพรุนจำนวนมาก เมื่อใส่ลงไปในดินจะทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำและ
อากาศได้มากขึ้น ทำให้รากพืชขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ถ่านชีวภาพช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินและมี
บทบาทต่อกระบวนการทางชีวเคมีและการหมุนเวียนธาตุอาหารในดินอีกด้วย (Liang et al., 2006) การพัฒนาการ
เผาถ่านเป็นเทคโนโลยีที่สามารถปฏิบัติได้ตั้งแต่ระดับเกษตรกรจนถึงระดับอุตสาหกรรม Lehmann and Joseph
(2009) ได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวกับสมบัติของถ่านชีวภาพ พบว่าถ่านชีวภาพมีสมบัติเป็นกลางถึงด่าง ลักษณะเป็น
รูพรุน มีความสามารถในการอุ้มน้ำ มีองค์ประกอบของธาตุต่างๆ เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม
ขณะเดียวกัน Gul et al. (2015) ได้รวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับถ่านชีวภาพพบว่า ถ่านชีวภาพสามารถดูดซับธาตุ
อาหารได้ดี มีความคงทนต่อการย่อยสลายทั้งทางเคมีและทางชีวภาพ และส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ ของจุลินทรีย์ที่
เป็นประโยชน์ในดินเพิ่มขึ้น รวมทั้งการใช้ถ่านชีวภาพสามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็น
สาเหตุการเกิดภาวะเรือนกระจกอีกทางหนึ่ง (ประภา และคณะ, 2564)
โดยทั่วไป ถ่านชีวภาพมีสมบัติเป็นด่าง สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงค่าความเป็นกรดเป็นด่าง
ของดินได้ โดยเฉพาะดินที่มีสภาพเป็นดินกรดหรือดินที่ถูกทำลายจากการใช้สารเคมีเป็นระยะเวลานาน จาก
การศึกษาของ Chintala et al. (2014) พบว่าถ่านชีวภาพส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดินกรด ซึ่ง
การนำถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพดและหญ้าสวิตช์ อัตรา 52, 104 และ 156 เมกะกรัมต่อเฮกตาร์ ใส่ลงไปในดิน
เมื่อระยะเวลาผ่านไป 165 วัน พบว่าการใช้ถ่านชีวภาพจากซังข้าวโพดและหญ้าสวิตช์ทุกอัตราส่งผลให้ค่าความเป็น
สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย 23
กรมพัฒนาที่ดิน

