Page 23 - ผลกระทบระยะยาวของการปลูกยางพาราต่อสมบัติดินและความหลากหลายทางชีวภาพในดิน Long Term Impact of Rubber Plantation on Soil Properties and Biodiversity
P. 23
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
10 9
ทั้งนี้ สามารถแบ่งชนิดของสิ่งมีในดินออกได้เป็น 3 กลุ่มตามขนาดของสิ่งมีชีวิตใน
ดินที่พบ (Swift et al., 1979) ได้แก่
1. Macrofauna คือ สิ่งมีชีวิตในดินที่มีขนาดความกว้างลำตัวมากกว่า 2 มิลลิเมตร
สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการย่อยสลายซากพืชและซากสัตว์ให้มีขนาดเล็กลงในลำดับแรก โดย
การกินซากพืชและซากสัตว์และถ่ายมูลออกมาอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ จากนั้นสารอินทรีย์เหล่านี้จะ
ถูกย่อยสลายต่อไปโดยจุลินทรีย์และกลายเป็นสารประกอบคาร์บอนในที่สุด ซึ่งสารประกอบคาร์บอน
นี้จะช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างดินและเป็นแหล่งธาตุอาหารให้แก่พืชต่อไป (Austin et al., 2014)
โดยสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในดินที่สำคัญ เช่น ปลวก มด ไส้เดือน จะมีการชอนไชและช่วยเคลื่อนย้ายดิน
ทำให้เกิดช่องว่างในดิน ส่งผลให้น้ำและอากาศสามารถซึมไหลผ่านช่องว่างในดินได้ดี ทั้งนี้ หากมีความ
หลากหลายของชนิดพืชและมีปริมาณการร่วงหล่นของเศษซากพืชจำนวนมาก ย่อมส่งผลให้สิ่งมีชีวิต
ขนาดใหญ่ในดินมีปริมาณเพิ่มขึ้น และทำให้การหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในดินจึงเป็นตัวบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
นั้น ๆ (Pabst et al., 2013) ทั้งนี้ สามารถแบ่งสิ่งมีชีวิตในดินออกเป็น 4 กลุ่ม ตามบทบาทที่ส่งผลต่อ
ระบบนิเวศในดิน (Capinera, 2008 ; Zala et al., 2018) ได้แก่
- สิ่งมีชีวิตในดินที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร (predator) ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มีบทบาท
สำคัญในการควบคุมประชากรสิ่งมีชีวิตอื่นในดิน
- สิ่งมีชีวิตที่กินเศษซากพืชเป็นอาหาร (litter transformer) สิ่งมีชีวิตเหล่านี้มี
บทบาทเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำให้เศษซากพืชที่มีขนาดใหญ่มีขนาดเล็กลง
- สิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน (soil engineer) โดยสิ่งมีชีวิต
เหล่านี้จะมีการเคลื่อนย้าย สร้างรังหรืออุโมงค์ทางเดินในดิน ทำให้ดินเกิดช่องว่างในดิน ทำให้น้ำ
อากาศ สามารถซึมและไหลไปตามช่องว่างในดิน เพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ดินมีสภาพเหมาะสมต่อ
การดำรงอยู่ของสัตว์ในดินมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นวิศวกรระบบนิเวศของดิน
- สิ่งมีชีวิตที่กินพืชเป็นอาหาร (phytophages)
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ในดินเกิดขึ้นจาก
การจัดการดินที่แตกต่างกัน การเกิดมลพิษทางดิน การชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งส่งผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ตลอดจนการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ
ก๊าซเรือนกระจก (Koch et al., 2013)
2. Mesofauna เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ระหว่างช่องว่างระหว่างเม็ดดิน มีขนาด 0.1
ถึง 2 มิลลิเมตร โดยมีความสำคัญต่อกระบวนการย่อยสลายเศษซากพืช และเป็นตัวเชื่อมโยงในสายใย
อาหาร เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในกลุ่ม mesofauna บางชนิดกินเชื้อราและไส้เดือนฝอยเป็นอาหาร

