Page 130 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 130

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                         118




               พืชช้ากว่าดินเขตร้อนซึ่งส่งผลให้มีการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในดินได้สูงในเขตอบอุ่น (Jenny, 1941)

               นอกจากนี้ การจัดการดินที่มีการปราศจากการรบกวนดินหรือมีการรบกวนดินน้อยที่สุดจะส่งผลต่อการ
               สะสมของปริมาณ อินทรีย์คาร์บอนในดิน การจัดการดินที่มีการรบกวนดิน เช่น การไถพรวน การก าจัด
               วัชพืช และการใส่ปุ๋ยท าให้มีการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในดินลดลง (ปัทมา และคณะ, 2554) สมญา (2545)
               พบว่า แปลงมันส าปะหลังในดินทรายมีอินทรียวัตถุในดินน้อยกว่า แปลงป่าไม้ที่อยู่ติดกัน คาดว่าสาเหตุหนึ่ง

               เพราะแปลงมันส าปะหลังมีการรบกวนดินมากกว่าป่าไม้ ซึ่งการรบกวนดินมีผลต่อการสะสมของอินทรีย์
               คาร์บอนในดิน

               5.5 กำรใช้วัสดุอินทรีย์และกำรจัดกำรต่ำงกันต่อปริมำณอินทรีย์คำร์บอนในดิน


                       ปริมาณอินทรียวัตถุในดินหรืออินทรีย์คาร์บอนในดินเป็นเป็นดัชนีชี้วัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของ
               ดิน  ปัจจุบัน มีการแนะน าให้มีการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใส่ลงในดินเพื่อปรับปรุงบ ารุงดิน และเพิ่ม
               ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน  วัสดุอินทรีย์บางชนิดที่หาได้จากในระบบการเกษตรและปาไม้ใน

               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านปริมาณและองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุ
               นั้นๆ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน  การศึกษานี้ได้ท าการส ารวจและศึกษา
               ถึงคุณภาพของวัสดุอินทรีย์โดยพิจารณาองค์ประกอบทางเคมี และศึกษาการใช้วัสดุอินทรีย์ที่มีผลต่อการ
               เปลี่ยนแปลงปริมาณอินทรีย์คาร์บอนโดยมุ่งเม้นที่การย่อยสลายตัวของวัสดุอินทรีย์  การปลดปล่อย

               ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ และปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินภายหลังจากการใส่วัสดุอินทรีย์ ในพื้นที่ดอน
               และลุ่ม
                       จากผลการส ารวจและศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ ปริมาณคาร์บอน ไนโตรเจน และ
               อัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน ของวัสดุอินทรีย์จากการใช้ประโยชน์ที่ดินในทางการเกษตร และ

               พื้นที่ป่า ในสภาพพื้นที่ดอนและลุ่ม พบว่า วัสดุอินทรีย์มีความหลากหลายโดยแบ่งออกไป 2 กลุ่มหลักๆ ที่
               มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการย่อยสลายตัว คือ 1) วัสดุอินทรีย์ที่เป็นกลุ่มพืชตระกูลถั่ว และ
               2) วัสดุอินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มพืชตระกูลถั่ว ดังแสดงในตารางที่ 5.31 จะเห็นว่า วัสดุอินทรีย์ในกลุ่มไม่ใช่
               พืชตระกูลถั่วมีปริมาณคาร์บอนทั้งหมดอยู่ในช่วงร้อยละ 4.21 - 49.0 โดยมีปริมาณต่ าสุดในใบมะม่วงร่วง

               และสูงสุดในใบไม้ของต้นแดง ส่วนปริมาณไนโตรเจนมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 0.46 - 1.30 ปริมาณไนโตรเจน
               สูงสุดในใบมันส าปะหลัง และต่ าสุดในฟางข้าว โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมีในเบื้องต้นของ
               วัสดุอินทรีย์นั้นๆ โดยวัสดุอินทรีย์ที่มีปริมาณคาร์บอนสูง หรือมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน จาก
               ปริมาณคาร์บอนและไนโตรเจนส่งให้มีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนแตกต่างกัน โดยมีอัตราส่วน

               ของคาร์บอนต่อไนโตรเจนอยู่ในระหว่าง 32.3 - 96.9 ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าวมีค่าอยู่ในช่วงกว้างมาก
                       ส าหรับวัสดุอินทรีย์กลุ่มพืชตระกูลถั่วนั้นมีปริมาณคาร์บอนทั้งหมดอยู่ในช่วงร้อยละ 38.8 - 47.5
               และมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดอยู่ในช่วงร้อยละ 0.43 - 4.09 มีปริมาณสูงสุดในใบจามจุรี และต่ าสุดใน
               ใบครามขน จะเห็นว่า ปริมาณไนโตรเจนในวัสดุอินทรีย์กลุ่มพืชตระกูลถั่วสูงกว่าวัสดุอินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช่

               กลุ่มพืชตระกูลถั่ว จากปริมาณคาร์บอนและไนโตรเจนทั้งหมดส่งผลต่ออัตราส่วนของคาร์บอนต่อ
               ไนโตรเจนแตกต่างกัน โดยมีค่าอยู่ในช่วงต่ า (10.6 - 35.3) กว่าเมื่อเทียบกับวัสดุอินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่ม
               พืชตระกูลถั่ว  โดยวัสดุอินทรีย์ที่มีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง คือ ใบมะขาม และใบประดู่

                       จะเห็นได้ว่า วัสดุอินทรีย์แต่ละชนิดมีปริมาณคาร์บอน ไนโตรเจน และอัตราส่วนของคาร์บอนต่อ
               ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบแตกต่างกัน ปัทมา และคณะ (2558); Vityakorn and Dangthaisong
   125   126   127   128   129   130   131   132   133   134   135