Page 128 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 128
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
116
ภาพที่ 5.9 ลักษณะหน้าตัดดิน (ความลึก 50 เซนติเมตร) ของชุดดินโพนพิสัยที่ใช้ประโยชน์ในการปลูก
ก) พลวง ข) ยางพารา ค) อ้อย และ ง) ข้าว
เมื่อพิจารณาจากผลการศึกษาปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในชุดดินทั้ง 3 ที่มีการใช้
ประโยชน์ที่ดินในการปลูกพืชต่างชนิดกัน จะเห็นว่า อินทรีย์คาร์บอนในดินมีปริมาณสูงสุดในดินที่ระดับ
ความลึก 0 - 25 เซนติเมตร จากผิวดิน เป็นชั้นที่ได้รับอิทธิพลจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยมีปริมาณ
แตกต่างกันตามชนิดของพืช การใช้ประโยชน์ที่ดินส่งผลให้ดินมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินแตกต่างกัน
โดยดินที่มีการปลูกพืชที่ให้ปริมาณหรือมวลชีวภาพซากพืช ใบไม้ร่วงคืนสู่ดินสูงจะส่งเสริมให้ดินมีปริมาณ
อินทรีย์คาร์บอนสะสมเพิ่มขึ้น (Vityakon et al., 2000; Thippayarugs et al., 2008) โดยขึ้นอยู่กับ
ปริมาณและองค์ประกอบทางเคมีของมวลชีวภาพเศษซากพืชภายใต้ระบบการปลูกพืชนั้นๆ นอกจาก
ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนขึ้นอยู่กับเศษซากพืชแล้วยังขึ้นอยู่กับสมบัติของชุดดินด้วย โดยชุดดินบ้านไผ่ที่ใช้
ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเนื้อดินทรายที่มีปริมาณอนุภาคขนาดทรายสูง โดยเฉพาะที่ความลึก 25 - 70
เซนติเมตร (ร้อยละ 87.9) แต่มีปริมาณขนาดอนุภาคดินเหนียวต่ า (ร้อยละ 2.84) เมื่อมีการใช้ประโยชน์ใน
การปลูกพืชที่ให้ปริมาณหรือองค์ประกอบทางเคมีของเศษซากพืชสู่ดินแตกต่างกันย่อมส่งผลท าให้มี
ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินแตกต่างกันอย่างชัดเจน (ภาพที่ 5.10) แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณอินทรีย์
คาร์บอนในดินของชุดดินบ้านไผ่ซึ่งเป็นดินทรายจัดมักมีค่าผันแปรได้ง่ายโดยเฉพาะดินที่ถูกรบกวน
ชุดดินโพนพิสัยมีดินบน (0 - 25 เซนติเมตร) เป็นเนื้อดินร่วนปนดินทรายที่มีปริมาณ
อนุภาคขนาดทรายสูง (ร้อยละ 72.1) แต่มีปริมาณขนาดอนุภาคดินเหนียวต่ า (ร้อยละ 8.5) ประกอบกับมี
ลูกรังปะปนประมาณร้อยละ 15 โดยปริมาตร ปริมาตรส่วนที่เป็นดินน้อยท าให้ดินมีความสามารถในการ
กักเก็บรักษาปริมาณอินทรีย์คาร์บอนน้อยกว่าดินทั่วไปส่งผลให้มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนสะสมในดินได้ต่ า
ซึ่งควรได้รับการเพิ่มเติมเศษซากพืชหรือวัสดุอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง

