Page 36 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 36

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





            กรดเป็นด่างของดินเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้ถ่านชีวภาพในอัตรา 156 เมกะกรัมต่อเฮกตาร์ ทำให้มีค่าความเป็นกรดเป็น
            ด่างของดินสูงที่สุดคือ 6.14 และ 5.69 ขณะที่ โสภิณภา และคณะ (2560) ใช้ถ่านชีวภาพในการปรับปรุงค่าความ

            เป็นกรดเป็นด่างของดินในระบบเกษตร โดยใช้ถ่านชีวภาพเพียงอย่างเดียวในอัตรา 10, 15 และ 20 กิโลกรัมต่อต้น
            และปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 อัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้น โดยใช้ถ่านชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี อัตรา 5:5, 7.5:7.5 และ
            10:10 กิโลกรัมต่อต้น กับต้นทุเรียนและลองกองที่อายุ 10 ปีขึ้นไป พบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป 3 เดือนหลังจากการ
            ใส่ถ่านชีวภาพทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินเพิ่มขึ้น ซึ่งในการใส่ถ่านชีวภาพเพียงอย่างเดียวที่อัตรา 20 กิโลกรัม
            และถ่านชีวภาพ 10 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยเคมี 10 กิโลกรัม ทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินมีการเปลี่ยนแปลงสูงที่สุด

                          นอกจากนั้น ถ่านชีวภาพช่วยดูดซับธาตุโลหะหนัก ถ่านชีวภาพมีค่าความจุในการแลกเปลี่ยนแคต
            ไอออนสูง สามารถดูดซับธาตุโลหะหนัก ทำให้ความเป็นพิษของธาตุบางชนิดลดลง เช่น อะลูมินัม เหล็ก และ
            แมงกานีส นอกจากนี้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ธาตุเหล่านี้เกิดการตกตะกอน ซึ่งเป็นรูปที่ไม่เป็น

            พิษต่อพืช (EEDA, 2009) Masto et al. (2013) ศึกษาการใช้เถ้าลอย (fly ash) ร่วมกับถ่านชีวภาพในการเพิ่มธาตุ
            อาหารต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พบว่าสามารถแก้ไขปัญหาดินกรด (พีเอชดินสูงขึ้น) ได้ เนื่องจาก
            เถ้าลอยและถ่านชีวภาพมีองค์ประกอบของแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง (เถ้าลอยมีแคลเซียมและแมกนีเซียม
            เท่ากับ 4,280 และ 989 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ถ่านชีวภาพมีแคลเซียมและแมกนีเซียม 5,880 และ

            1,010 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ) และดินมีธาตุอาหารฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์เพิ่มสูงขึ้น
            เพราะเถ้าลอยและถ่านชีวภาพมีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสะสมอยู่มาก (เถ้าลอยมีปริมาณฟอสฟอรัส 760
            มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และถ่านชีวภาพมีปริมาณโพแทสเซียม 711 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ขณะเดียวกันโลหะหนักใน
            ดิน (สังกะสี นิกเกิล โคบอลต์ ทองแดง แมงกานีส แคดเมียม และตะกั่ว) มีปริมาณลดลง เพราะมีการดูดซับโลหะ

            หนักที่พื้นผิวของถ่านชีวภาพและการตกตะกอนของโลหะหนักในดินจากสภาวะดินที่เป็นกรดลดลง

            2.4 สถานการณ์ดินเปรี้ยวจัดของโลก
                   ในระดับโลก ดินเปรี้ยวจัดมีการกระจัดกระจายไปตามทวีปต่างๆ มีรายงานว่าพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดมีอย่างน้อย

            107.19 ล้านไร่ทั่วโลก และในทวีปเอเชีย พื้นที่ดินเปรี้ยวจัดมีเนื้อที่ประมาณ 40.75 ล้านไร่ และส่วนที่เหลือ
            กระจายอยู่ในแถบแอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกากลางและใต้ ตามลำดับ (ตารางที่ 2.4 และภาพที่ 2.8) แต่
            อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดินเปรี้ยวส่วนใหญ่จะพบอยู่ในบริเวณที่ลุ่มต่ำชายฝั่งทะเลในเขตร้อนของทวีปต่างๆ ทั่วโลก


            ตารางที่ 2.4 การประมาณการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทั่วโลก

                       ทวีป                           พื้นที่ (ล้านเฮกแตร์)          พื้นที่ (ล้านไร่)
             เอเชีย                                          6.52                        40.75
             อัฟริกา                                         4.49                        28.06
             ออสเตรเลีย                                      3.00                        18.75
             อเมริกากลางและใต้                               2.80                         17.5

             ยุโรป                                           0.24                         1.50
             อเมริกาเหนือ                                    0.10                         0.63
             รวม                                            17.15                       107.19
            ที่มา: Andriese and van Mensvoort (2002)







              24       สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   31   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41