Page 17 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 17
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
บทที่ 2 การเกิดและการแพร่กระจายของดินเปรี้ยวจัด
ดินเปรี้ยวจัด เป็นดินที่เกิดจากตะกอนน้ำกร่อย (brackish water sediments) หรือตะกอนน้ำทะเล (sea
water sediments) ซึ่งจะมีสารประกอบซัลไฟด์ ได้แก่ ไพไรต์ (pyrite) (FeS2) เป็นองค์ประกอบอยู่มาก เมื่อดิน
สัมผัสกับอากาศ สารไพไรต์ถูกออกซิไดซ์จะเกิดสารประกอบสีเหลืองฟางข้าวที่เรียกว่า จาโรไซต์ (jarosite)
(KFe3(SO4)2(OH)6) และกรดกำมะถัน (sulfuric acid) ขึ้นในชั้นดิน ทำให้ดินมีปฏิกิริยาเป็นกรดจัดมาก เมื่อไพไรต์
ถูกออกซิไดซ์ไปเรื่อยๆ จะมีกรดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พีเอชของดินบนอาจมีค่าต่ำกว่า 4.0 จนก่อให้เกิดปัญหาและ
เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืช
2.1 การเกิดดินเปรี้ยวจัด
การเกิดดินเปรี้ยวจัด เกี่ยวข้องกับกระบวนการหลัก 2 กระบวนการ คือ กระบวนการทางธรณีวิทยา
(geogenetic process) ซึ่งเป็นกระบวนการเกิดวัตถุต้นกำเนิดดินเปรี้ยวจัด โดยเกี่ยวข้องกับการเกิดสารประกอบ
ซัลไฟด์หรือเกิดสารประกอบไพไรต์ และกระบวนการสร้างดินทางปฐพีวิทยา (pedogenetic process) ซึ่งเป็น
กระบวนการเกิดชั้นดินกรดกำมะถันที่เกี่ยวข้องกับการออกซิไดซ์สารไพไรต์จนเกิดเป็นกรดกำมะถันและสารจาโร
ไซต์ขึ้นในชั้นดิน (Pons and Kevie, 1969)
2.1.1 กระบวนการทางธรณีวิทยาหรือกระบวนการเกิดวัตถุต้นกำเนิดดินเปรี้ยวจัด
กระบวนการทางธรณีวิทยาหรือกระบวนการเกิดวัตถุต้นกำเนิดดินเปรี้ยวจัด (geogenetic process)
เกี่ยวข้องกับการเกิดไพไรต์หรือการเกิดซัลไฟด์ กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการสะสมของตะกอนที่พัดพามาโดยแม่น้ำ
และน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งทะเล ก่อให้เกิดสภาพน้ำกร่อยทำให้มีตะกอนตกทับถมกัน เกิดเป็นพื้นที่ดินดอน
สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งอนุภาคที่มาตกตะกอนทับถมกัน ได้แก่ ทรายแป้ง ตะกอนดินเหนียวและอินทรียวัตถุ
ตะกอนที่พัดพามาทับถมกันนี้อาจจะมีตะกอนของสารประกอบซัลไฟด์ โดยเฉพาะไพไรต์รวมอยู่ด้วย เรียกว่า
"primary pyrite" ซึ่งปกติจะมีจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป ชั้นของตะกอนก็จะเพิ่มความหนา
มากขึ้น ซึ่ง Pons et al. (1979) รายงานว่าพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขงได้รับอิทธิพล
อย่างมากมาจากน้ำทะเล ทำให้ความหนาของชั้นตะกอนของไพไรต์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พื้นผิวด้านบนของ
ตะกอนสูงขึ้น หรืออาจจะมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีฐานของผิวโลก ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลมีเพิ่มมากขึ้น
จากการทับถมของตะกอนเป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวหน้าของตะกอนอยู่ไม่ลึกจากระดับน้ำมากนัก แต่ยังอยู่ใน
สภาพน้ำขัง ทำให้มีพืชน้ำบางชนิดที่ชอบขึ้นอยู่แถบพื้นที่ชายเลน ได้แก่ แสม โกงกาง เสม็ด และลำพู เจริญเติบโต
บนตะกอนชายเลนนี้ เมื่อพืชเหล่านี้ตายจะเน่าเปื่อยทับถมกัน ส่วนของเศษรากพืชจะเป็นอาหารของพวกจุลินทรีย์
ที่ใช้อินทรียวัตถุเป็นแหล่งให้พลังงาน ประกอบกับได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลซึ่งมีฟอสเฟตละลายอยู่ในน้ำทะเล ถ้า
-
ออกซิเจนมีอยู่จำกัดหรือไม่มีเลย สารพวกคาร์บอเนตจะถูกกำจัดออกไปในรูปของไบคาร์บอเนต (HCO 3 ) ผ่านการ
ละลายน้ำและสูญหายไปกับกระแสน้ำ สารพวกคาร์บอเนตที่ได้รับอินทรียวัตถุอย่างเพียงพอ จะมีการเกิดตะกอน
ของไพไรต์ และมีการสะสมตัวเองอย่างช้าๆ ไพไรต์ที่เกิดใหม่นี้เรียกว่าไพไรต์ทุติยภูมิ (secondary pyrite) (van
Breemen and Pons, 1978)
ปริมาณของไพไรต์ในดินจะถูกควบคุมจากหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะเวลาของสภาวะที่มีการขังน้ำและขาด
ออกซิเจนซึ่งจะทำให้สารประกอบซัลไฟด์ทั้งหมดเป็นไดซัลไฟด์และ/หรือซัลไฟด์ถูกออกซิไดซ์เป็นธาตุซัลเฟอร์
สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย 5
กรมพัฒนาที่ดิน

