Page 19 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 19

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                                   2-                                      -                           (2.2)
                      Fe2O3 + 4SO4  + 8CH2O + ½O2            2FeS2 + 8HCO3  + 4H2O

                      การสะสมตัวของไพไรต์ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ เรียกว่า ไพไรต์ทุติยภูมิ การเกิดไพไรต์จากการทำปฏิกิริยาระหว่าง
               เฟอรัสโมโนซัลไฟด์กับกำมะถันจะใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่การเกิดไพไรต์จากการตกตะกอนระหว่าง
                               2+
               เฟอรัสไอออน (Fe ) กับไดซัลไฟด์ไอออนจะใช้เวลาไม่นาน (Attanandana and Vacharotayan, 1986) เมื่อ
               ระยะเวลานานมากขึ้นปริมาณของไพไรต์ที่สะสมอาจสูงถึงร้อยละ 10 ของน้ำหนักดิน (van Breemen and Pons,
               1978; เจริญ, 2541) จากการศึกษาพบว่า ไพไรต์ในดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทยเกิดเมื่อประมาณ 2,500-6,000 ปี
               มาแล้ว (Pons and van der Kevie, 1969)
                      2.1.2 กระบวนการเกิดดินเปรี้ยวจัด
                      กระบวนการเกิดดินเปรี้ยวจัด (pedogenetic process) เกี่ยวข้องกับการออกซิไดซ์สารไพไรต์ (pyrite

               oxidation) ดินที่มีสารไพไรต์เป็นองค์ประกอบ โดยปกติยังไม่แสดงความเป็นกรดมาก พีเอชของดินก็จะไม่ต่ำมาก
               แต่จัดเป็นดินเปรี้ยวจัดแฝง (ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนที่อยู่ในสภาพน้ำขัง) แต่เมื่อสภาพแวดล้อมของดิน
               เปลี่ยนแปลงไป เช่น การที่ดินเปลี่ยนจากสภาพที่มีน้ำแช่ขังเป็นดินแห้งในช่วงแล้งที่เกิดขึ้นในรอบปี หรือเกิดการ

               ถอยร่นของน้ำทะเล การมีตะกอนทับถมสูงขึ้น เป็นต้น เมื่อหน้าดินแห้งทำให้ดินเปลี่ยนสภาพจากดินเลนไปเป็นชั้น
               ดินที่แข็งขึ้นและมีออกซิเจนในดินมากขึ้น จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารไพไรต์ โดยออกซิเจนจะเข้าทำ
                                                        2+
               ปฏิกิริยากับสารไพไรต์ทำให้เกิดเฟอรัสไอออน (Fe ) และธาตุกำมะถันเกิดขึ้น ดังสมการ (2.3) (เจริญ, 2541)

                                                     2+
                      FeS2 + 1/2O2 + 2H +          Fe  + 2S + H2O                                     (2.3)

                      ขั้นตอนต่อไป เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของธาตุกำมะถันได้เป็นกรดซัลฟิวริกซึ่งแตกตัวได้ซัลเฟตไอออน

               และไฮโดรเจนไอออน ดังสมการ (2.4)

                      2S + 1/2O2 + H2O             SO4  + 2H                                          (2.4)
                                                     2-
                                                            +
                      ในสมการที่ (2.3) และ (2.4) เป็นปฏิกิริยาทางเคมีโดยเฉพาะ ยังไม่มีจุลินทรีย์ดินมาเกี่ยวข้อง โดยสภาวะนี้
               พีเอชของดินยังอยู่ในระดับที่ใกล้เป็นกลาง ซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดินที่เกี่ยวข้องกับการเกิด

               กรดในดิน แต่เมื่อสารไพไรต์ถูกออกซิไดซ์ส่งผลให้พีเอชของดินลดลง ทำให้สภาพทั่วไปเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต
               ของจุลินทรีย์พวก Thiobacillus thiooxidans และ Thiobacillus ferrooxidans ซึ่งสามารถออกซิไดซ์กำมะถัน
               และไพไรต์กลายเป็นกรดกำมะถันได้ดังสมการที่ (2.5) และทำให้ปฏิกิริยาดำเนินไปได้รวดเร็ว และรุนแรงยิ่งกว่า

               ปฏิกิริยาทางเคมี ดังนั้น ขั้นต่อมาจึงเป็นปฏิกิริยาทางชีวเคมีเป็นส่วนใหญ่

                                                     +
                                              2-
                      2S + 8H2O           2SO4  + 16H  + 12e                                          (2.5)

                      เมื่อมีกรดจำนวนมากเกิดขึ้นจากสมการที่ (2.5) ทำให้ความเป็นกรดของดินเพิ่มมากขึ้น และพีเอชของดิน
               ยิ่งลดต่ำลง ในสภาพเช่นนี้ สารไพไรต์จะถูกออกซิไดซ์โดยเฟอริกไอออน (Fe ) ที่อยู่ในสารละลายดิน (สมการที่
                                                                               3+
               2.6)










                                                สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย              7
                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24