Page 29 - ผลกระทบระยะยาวของการปลูกยางพาราต่อสมบัติดินและความหลากหลายทางชีวภาพในดิน Long Term Impact of Rubber Plantation on Soil Properties and Biodiversity
P. 29
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
17
15
2.3 การปลูกพืชร่วม การปลูกพืชแซม หรือการปลูกพืชสลับ (intercropping,
mixed-cropping) เป็นการปลูกพืชสองชนิดหรือมากกว่าสองชนิดพรอมกันในแปลงเดียวกันสามารถ
ทำได้ทั้งการปลูกร่วมแบบเป็นแถวกับพืชทั้ง 2 ชนิดหรือมากกว่า (row intercropping) หรือชนิดหนึ่ง
ปลูกเป็นแถวและอีกชนิดหนึ่งปลูกแทรกโดยไมจัดแถว (mix intercropping) หรือการปลูกเป็นแถบ
(strip intercropping) (วินิจ, 2544) การปลูกพืชร่วมสามารถใช้ได้กับพืชหลากหลายชนิดพันธุและ
ต่างประเภทกันตามความเหมาะสมของพื้นที่และปัจจัยแวดล้อมซึ่งส่งผลให้มีการใช้ที่ดินและแรงงาน
ได้เต็มประสิทธิภาพ การปลูกพืชร่วมมีข้อดีในแงของการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชนสูงสุด
สมยศ (2541) ศึกษาผลกระทบจากการแข่งขันของหวายต่อยางพาราภายในระบบ
ปลูกเป็นพืชร่วม พบว่าการกระจายรากหาอาหารทางด้านแนวดิ่งของหวายและยางพาราอยู่ในระดับ
เดียวกัน คือมีความหนาแน่นที่สุดในระดับผิวดินความลึก 0-15 เซนติเมตร รองลงมาอยู่ที่ระดับ
ความลึก 15-30 เซนติเมตร และที่ระดับความลึก 30-45 เซนติเมตร มีการกระจายของรากหาอาหาร
อยู่หนาแน่นน้อยที่สุด แต่การกระจายของรากหาอาหารทางด้านแนวนอน มีความแตกต่างกัน และ
พบว่าการปลูกหวายเป็น พืชร่วม ยังช่วยรักษาความชื้นในดินในฤดูแล้งช่วงที่ยางพาราผลัดใบได้ดีกว่า
ในขณะที่ นฤมล และคณะ (2557) ได้ทดลองปลูกถั่วมูคูน่า กล้วย และมันสำปะหลัง
ร่วมกับยางพาราเพื่อศึกษาผลของการปลูกพืชแซมในสวนยางพาราต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน
พบว่า การปลูกพืชแซมยางพาราทั้ง 3 ชนิด ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
อินทรีย์คาร์บอนในดิน และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ในดิน เมื่อเทียบกับการปลูกยางพารา
อย่างเดียว แต่พบว่าปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดในทุกระบบการปลูกพืชแซมยางพาราหลังจากปลูก
พืชแซม 8 เดือน มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นและมีมากที่สุดในระบบการปลูกยางพาราร่วมกับถั่วมูคูน่า
จากการศึกษาของนุชนารถ (2554) พบว่า ดินปลูกยางในภาคใต้และและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำกว่าดินที่ปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคเหนือ
เนื่องจากดินในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นดินที่ใช้ปลูกยางพารา พืชไร่ ดินเหล่านี้
มีการใช้ปลูกพืชซ้ำในที่ดินเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน และเกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้เรื่อง
การปรับปรุงบำรุงดินและการจัดการดินอย่างเหมาะสม มีผลทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุอาหาร
หลักในดินลดลง แม้ว่าเศษซากพืช วัชพืช หรือเศษใบยางที่ร่วงหล่นเป็นประจำทุกปีที่ถูกทิ้งไว้ในแปลง
และปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังตามธรรมชาติเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินวิธีหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เนื่องจาก
ในสภาพธรรมชาติอินทรียวัตถุในดินจะมีการสลายตัวอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในดินเขตร้อนชื้นเป็นการเร่งให้อินทรียวัตถุในดินย่อยสลายสูญหายไปจากดินเร็วขึ้น
ทั้งนี้ การนำผลผลิตของพืชออกนอกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นไม้ กิ่ง ใบ ราก ผล หรือน้ำยาง
ย่อมส่งผลให้ธาตุอาหารสูญเสียไปกับผลผลิตนั้นๆ ดังนั้น การใส่ธาตุอาหารเพิ่มเติมให้แก่ดินจึงเป็น
การชดเชยธาตุอาหารที่สูญเสียไปได้ นอกจากนี้การสูญเสียธาตุอาหารในอีกกรณีหนึ่งของการปลูก

