Page 30 - ผลกระทบระยะยาวของการปลูกยางพาราต่อสมบัติดินและความหลากหลายทางชีวภาพในดิน Long Term Impact of Rubber Plantation on Soil Properties and Biodiversity
P. 30

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน



                                                                                                       16
                                                                                                         4




                       ยางพารา คือ การสูญเสียจากการตัดโค่นยางเก่าโดยการเผาหรือนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อให้พื้นที่โล่ง
                       เตียนสะดวกในการปลูกทดแทน

                                     นุชนารถ และคณะ (2537) พบว่า ในผลผลิตเนื้อยางแห้ง 232 กิโลกรัม จะสูญเสีย
                       ไนโตรเจน 3.8 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส 0.77 กิโลกรัม และโพแทสเซียมถึง 5.8 กิโลกรัม

                                     รัตน์ (2527) ได้รวบรวมข้อมูลมวลชีวภาพของยางพารา โดยคำนวณจากตัวเลขการ

                       ใช้ปุ๋ยกับต้นยางพาราพันธุ์ RRIM 501 ในมาเลเซีย อายุ 4 ปี มีการสะสมมวลชีวภาพของต้นยางพารา
                       ทั้งต้นรวมกัน ซึ่งมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เท่ากับ 356.25, 31.25 และ 187.50

                       กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ตามลำดับ และยางพันธุ์เดียวกันอายุ 33 ปี มีการสะสมธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส

                       และโพแทสเซียม เท่ากับ 1625.00, 231.25 และ 1062.50 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ตามลำดับ
                                     ประสิทธิ์ (2533) ทดลองกับยางพาราพันธุ RRIM 600 ณ สถานีทดลองยางโป่งแรด

                       จังหวัดจันทบุรี ได้ปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารหลักในส่วนต่างๆ ของพืช ดังนี้ ใบ กิ่ง ลำต้น

                       มี ไนโตรเจน 2.899, 0.361 และ 0.550 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.280, 0.021 และ 0.040
                       เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 1.672, 0.202 และ 0.621 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยในน้ำยางมี

                       ไนโตรเจน 0.554 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 0.133 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 0.163 เปอร์เซ็นต์
                                     Delabarre and Serier (2000) กล่าวว่า ยางพาราพันธุ์ RRIM 600 ที่ใบยางอายุ

                       90-150 วัน จะมีปริมาณไนโตรเจนน้อยกว่า 3.3 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียมน้อยกว่า 1.35 เปอร์เซ็นต์

                       (ของน้ำหนักแห้ง) และในน้ำยางจะมีไนโตรเจน 0.26 ฟอสฟอสรัส 0.05 และโพแทสเซียม 0.17
                       เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ


                       การปลูกพืชเชิงเดี่ยวต่อระบบนิเวศทางการเกษตร



                                     การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนิยมปลูกมากในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากสะดวกในการจัดการ
                       การเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมทั้งใช้แรงงานน้อย (ปราโมทย์, 2548) อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชเชิงเดี่ยว

                       อาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากผลกระทบจากความผันผวนของราคาผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้

                       ยังก่อให้เกิดโอกาสในการเกิดโรคและการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืช จากการปลูกพืชชนิดเดิมใน
                       พื้นที่เดียวกัน (ปฏิญญา, 2553) การปลูกพืชเชิงเดี่ยวส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการเกษตร ดังนี้

                                     1. ดินเสื่อมโทรม : ในระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวนิยมใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อการปรับปรุงดิน
                       ทำให้ดินขาดอินทรียวัตถุ ส่งผลให้โครงสร้างดินแน่น ความสามารถในการกักเก็บน้ำลดลง

                       เช่นเดียวกับความสามารถในการยึดจับธาตุอาหารพืชในดิน ทำให้ดินขาดธาตุอาหาร ทั้งธาตุอาหาร

                       หลักและธาตุอาหารรอง รวมทั้งส่งผลต่อจำนวนและกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน นอกจากนี้
                       การใช้สารเคมีเป็นเวลานาน ยังส่งผลต่อสมบัติดิน ทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ เช่น ทำให้
   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34   35