Page 39 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 39

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                             27




                   คาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะเมื่อมีการใส่สารอินทรีย์ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ดินมีอุณหภูมิสูง แต่หากไม่ได้

                   รับสารอินทรีย์ก็ไม่ท าให้มีการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นสูง (Duiker et al., 2000)

                          2.9.4 โครงสร้ำงดิน


                                  อินทรียวัตถุในดิน ท าหน้าที่เป็นตัวเชื่อมในการรวมตัวของอนุภาคดินโดยพันธะไฮโดรเจน
                   โดยเฉพาะการรวมตัวของอินทรียวัตถุกับอนุภาคขนาดดินเหนียวถือว่ามีความส าคัญในการสร้างเม็ดดินที่มี
                   เสถียรภาพสูงส่งผลต่อความคงทนของโครงสร้างดิน (Six et al., 2000) การเกิดเม็ดดินเป็นกระบวนการที่
                   ท าให้เกิดการสะสมและเป็นแหล่งกักเก็บอินทรียวัตถุในดิน ผ่านการป้องกันทางกายภาพ และการดูดยึด
                   ระหว่างส่วนของอินทรียวัตถุกับอนุภาคขนาดดินเหนียวเป็นการป้องกันอีกทางหนึ่งคือ การป้องกันทางเคมี

                   ซึ่งมีความเสถียรภาพสูงและยากต่อการเข้าย่อยสลายจากจุลินทรีย์ดิน นอกจากนี้ ในระบบท าการเกษตรที่
                   มีการจัดการดินโดยการไถดินนั้นมีผลต่อการท าลายโครงสร้างเม็ดดินท าให้ปริมาณของอินทรีย์คาร์บอนที่
                   ถูกกักเก็บไว้ในเม็ดดินลดลง

                                      การใส่วัสดุอินทรีย์มีผลต่อสมบัติทางกายภาพของดินโดยท าให้ดินมีโครงสร้างดีขึ้น ความ
                   หนาแน่นของดินลดลง Ghuman and Sur (2001) ท าการศึกษาการใช้สารอินทรีย์ในอัตรา 3 เมกะกรัม
                   ต่อเฮกตาร์ ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี ท าให้ความหนาแน่นรวมลดลงถึง 0.05 เมกะกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  และ
                   Black  (1973) ก็พบว่า การใส่สารอินทรีย์ในอัตรา 3.36 - 6.73 เมกะกรัมต่อเฮกตาร์ ติดต่อกันเป็นเวลา

                   4 ปี ท าให้ความหนาแน่นรวมลดลง เช่นเดียวกับ Zeleke et al. (2004) เมื่อมีการใส่สารอินทรีย์ในดิน
                   ติดต่อกัน 3 ปี ท าให้ความหนาแน่นลดลงประมาณ 0.1 เมกะกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบจากกรรมวิธี
                   ที่ไม่ใส่ การลดลงของค่าความหนาแน่นของดินนั้นมีความสัมพันธ์กับปริมาณของอินทรีย์คาร์บอนในดิน
                   ที่เพิ่มขึ้น (r= (-0.831) -(-0.909)) (Garcia-Orenes et al., 2005)


                          2.9.5 ควำมจุแลกเปลี่ยนแคตไออนในดิน

                                 การใส่วัสดุอินทรีย์ลงในดินจะถูกจุลินทรีย์ดินย่อยสลายได้เป็นสารฮิวมัส หรือสารประกอบ

                   ฮิวมิกในที่สุด  โดยสารฮิวมิกเป็นอินทรียวัตถุส่วนที่มีเสถียรภาพสูงซึ่งช่วยเพิ่มแอนไอออนให้กับดินเป็นผล
                   จากการแตกตัวของหมู่คาร์บอกซิล (COOH) ของกลุ่มคาร์บอนที่เป็นองค์ประกอบ (Stevenson, 1982)
                   และเกิดการเชื่อมยึดระหว่างอินทรียวัตถุในดินกับพื้นที่ผิวอนุภาคดินท าให้ดินมีประสิทธิภาพในการดูดซับ
                   ได้ดีขึ้นโดยเฉพาะธาตุอาหารจ าพวกแคตไอออนในดิน ดังนั้น การเพิ่มอินทรียวัตถุในดินจากการใส่วัสดุ
                   อินทรีย์มีส่วนช่วยในการเพิ่มพื้นที่ในการรองรับธาตุอาหารในดิน

                                 ปัทมา และอรรณพ (2552) ท าการศึกษาการใส่วัสดุอินทรีย์ต่างชนิดกัน (10 ตันต่อ
                   เฮกตาร์) ติดต่อกันกว่า 10 ปี ในดินทรายพบว่า ดินที่ใส่วัสดุอินทรีย์มีค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน
                   เพิ่มขึ้นสูงกว่าดินที่ไม่ใส่อะไรเลย (1.58 เซนติโมลต่อกิโลกรัม) โดยดินที่ใส่ใบมะขามมีค่าความจุ

                   แลกเปลี่ยนแคตไอออนสูงสุด (8.08 เซนติโมลต่อกิโลกรัม) รองลงมาคือ การใส่ซากถั่วลิสง และใบพลวง
                   ส่วนการใส่ฟางข้าวมีค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนต่ าสุด (3.64 เซนติโมลต่อกิโลกรัม) โดยชี้ว่า ค่า
                   ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนที่เพิ่มขึ้นมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุอินทรีย์ที่ใส่ในดิน
                   คือ ลิกนิน (R = 0.736***) และโพลีฟีนอล (R = 0.909***) จะเห็นว่า การใส่วัสดุอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง
                              2
                                                          2
   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43   44