Page 263 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 263
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560
ผลของมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ําที่มีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวโพดบนพื้นที่สูง ในเขตพัฒนา
ที่ดินลุ่มน้ําจันตอนบน ตําบลแม่สลองนอก อําเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
Effect of Soil and Water Conservation Measure on Growth rate and Yield of Corn on
High land on Maejun Sub Watershed , Maefah Luang District, Chiangrai Province
สุนีย์รัตน์ โลหะโชติ มยุรี ปละอุด และ สุภาพร สินศิริวัฒนา
สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 กรมพัฒนาที่ดิน
บทคัดย่อ
การศึกษาผลของมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ําที่มีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวโพดบนพื้นที่สูง
ในเขตพัฒนาที่ดินลุ่มน้ําจันตอนบน ตําบลแม่สลองนอก อําเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาระยะห่างแนวดิ่งที่เหมาะสมของคูรับน้ําขอบเขาและแถบหญ้าแฝกสําหรับการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง
และศึกษาการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินเมื่อมีวิธีการจัดการดินที่ต่างกัน พื้นที่ดําเนินการ
ที่บ้านตงจาใส หมู่ที่ 13 ตําบลแม่สลองนอก อําเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายในกลุ่มชุดดินที่ 29 ชุดดินบ้าน
จ้อง (Ban Chong series: Bg) ระยะเวลาดําเนินการระหว่างปี พ.ศ.2557-2559 วางแผนการทดลองแบบ
Split Plot in Randomized Complete Block Design จํานวน 3 ซ้ํา ประกอบด้วยปัจจัยหลักคือ หญ้าแฝก
พันธุ์สงขลา 3 (M1) และหญ้าแฝกพันธุ์พระราชทาน (M2) สําหรับปัจจัยรองประกอบด้วย 5 วิธีการ ดังนี้ ไม่มี
ระบบอนุรักษ์และไม่ใส่ปุ๋ย (S1) คูรับน้ําขอบเขามีระยะห่างในแนวดิ่ง 4 เมตร ร่วมกับแถบหญ้าแฝกมีระยะห่าง
ในแนวดิ่ง 4 เมตร (S2) คูรับน้ําขอบเขามีระยะห่างในแนวดิ่ง 4 เมตร ร่วมกับแถบหญ้าแฝกมีระยะห่างใน
แนวดิ่ง 8 เมตร (S3) แถบหญ้าแฝกมีระยะห่างในแนวดิ่ง 4 เมตร (S4) และคูรับน้ําขอบเขามีระยะห่างในแนวดิ่ง
8 เมตร ร่วมกับแถบหญ้าแฝกมีระยะห่างในแนวดิ่ง 4 เมตร (S5)
ผลการทดลองพบว่า วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ําที่ใช้วิธีคูรับน้ําขอบเขาร่วมกับปลูกแถบหญ้าแฝก
ด้านนอกคูรับน้ําขอบเขา S2 หรือ S3 มีการสูญเสียดินน้อยกว่าไม่มีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ํา จากข้อมูล
ค่าเฉลี่ยการสูญเสียดินระหว่างปี 2557–2559 พบว่า มีการสูญเสียดิน 584.69 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คิดเป็น
34.88 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการไม่มีวิธีการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ําโดยจะมีปริมาณการสูญเสียดินที่สูงถึง
1,482.71 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ปริมาณธาตุอาหารที่สูญเสียไปกับตะกอนดินคือ ปริมาณไนโตรเจนที่สูญเสียไป
เฉลี่ย 3.78 กิโลกรัมNต่อไร่ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในตะกอนดินที่สูญเสียไปเฉลี่ย 0.59 กิโลกรัม
P 2O 5 ต่อไร่ ปริมาณโพแทสเซียมที่สกัดได้ในตะกอนดินที่สูญเสียไปเฉลี่ย 0.50 กิโลกรัม K 2O ต่อไร่ ในส่วนของ
สมบัติดินทางเคมีของการใช้หญ้าแฝกและวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ําวิธีการต่างๆ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ
หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง pH ระหว่าง 4.59-4. 69 ซึ่งจัดอยู่ในระดับกรดจัด
ถึงกรดรุนแรง ปริมาณอินทรียวัตถุเพิ่มขึ้นในระดับสูงถึงสูงมาก 4.30-4.76 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็น
ประโยชน์ลดลง เท่ากับ 1-1.1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ระดับต่ํามาก และปริมาณโพแทสเซียมที่
แลกเปลี่ยนได้ลดลง เท่ากับ 44.47-53.47 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อยู่ในเกณฑ์ระดับต่ําถึงปานกลาง ผลจาก
การศึกษาครั้งนี้ควรมีการส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงมีการระบบอนุรักษ์ดินและน้ํา เพื่อลด
การสูญเสียหน้าดินและธาตุอาหารในดิน นอกจากนี้การศึกษาเชิงลึกในด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการ
ใช้ระบบฯ ดังกล่าว มีความจําเป็นและสําคัญอย่างยิ่งเพื่อพัฒนาระบบการเกษตรบนพื้นที่สูงให้มีประสิทธิภาพ
ต่อไปในอนาคต
234

