Page 118 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 118
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560
การท าการเกษตรแบบอินทรีย์ ดังนั้นการศึกษาการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ควบคุมโรคโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อ
รา Sclerotium rolfsii ของกุยช่าย ในพื้นที่จังหวัดล าปางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการควบคุมโรคโคนเน่าที่เกิด
จากเชื้อรา Sclerotium rolfsii ของกุยช่ายโดยใช้จุลินทรีย์ต่าง ๆ
กุยช่าย (Chinese Chive) เป็นพืชล้มลุกอยู่ในวงศ์ Alliaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium
tuberosum Rottler กุยช่ายจัดได้ว่าเป็นพืชเสริมรายได้ที่ส าคัญประเภทหนึ่ง ทั้งนี้เพราะสามารถปลูกได้
ทุกภาคของประเทศและให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เป็นเวลานานประมาณ 3 ปี หาก
มีการดูแลรักษาที่ดี โดยพื้นที่ปลูกจ าเป็นต้องมีการจัดการด้านดินและน้ าเป็นอย่างดี ซึ่งพื้นที่ที่เหมาะสมในการ
ปลูกกุยช่ายควรเป็นดินดี มีน้ าสมบูรณ์ ในฤดูฝนน้ าไม่ท่วมขัง เพราะจะท าให้รากเน่าได้รับความเสียหายได้
ลักษณะดินที่เหมาะสมควรเป็นดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนปนดินเหนียว มีปริมาณอินทรียวัตถุสูง ความเป็น
กรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.5-6.8 มีการระบายน้ าและอากาศได้ดี นอกจากนี้ไม่ควรมีวัชพืชพวกหญ้าแห้วหมูใน
ปริมาณมาก เพราะจะท าให้เกิดปัญหาการแย่งอาหารของพืชได้ ในการปรับปรุงดินส าหรับการปลูกกุยช่ายที่มี
สภาพความเป็นกรดสูงควรใส่ปูนขาว หรือโดโลไมท์ หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ าควรใส่ปุ๋ยคอกที่มีการ
สลายตัวดี ควรเป็นปุ๋ยมูลไก่หรือมูลเป็ด เพราจะมีเมล็ดวัชพืชติดมาน้อยกว่าปุ๋ยมูลวัว อัตราการใส่ปุ๋ยคอก
โดยทั่วไปประมาณ 100–200 กิโลกรัมต่อพื้นที่ปลูก 100 ตารางเมตร หรือ 1,600–3,200 กิโลกรัมต่อไร่
(ส านักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย, 2551)
ในการปลูกกุยช่ายมักพบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและศัตรูพืชที่ส าคัญคือ โรคโคนเน่า เกิดจาก
เชื้อราสาเหตุโรคพืช Sclerotium rolfsii Sacc. โดยพืชจะแสดงอาการเป็นโรคได้ตั้งแต่ระยะกล้าจนกระทั่งเก็บ
ผลผลิต โดยเชื้อราสาเหตุจะเข้าท าลายบริเวณรากหรือโคนต้นแล้วลุกลามไปยังส่วนของโคนต้นขึ้นไป บริเวณที่
ถูกท าลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ าตาลตามล าดับ เนื้อเยื่อจะผุเปื่อย ถ้าอากาศชื้นมากๆ จะมีเส้นใยสีขาว
แผ่ปกคลุมบริเวณโคนต้น พร้อมกับมีเม็ดกลมๆ ขนาดเล็กสีน้ าตาลคล้ายเมล็ดผักกาดเกาะอยู่ตามโคนต้น จะ
ระบาดมากในฤดูฝนหรือบริเวณโคนต้นที่ชื้นและอากาศไม่ถ่ายเท โดยเชื้อสาเหตุโรคนี้สามารถแพร่ระบาดไปได้
ง่าย โดยอาจจะติดไปกับดิน เศษซากพืชบนต้นพืชที่เป็นโรค สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของเชื้อรา S. rolfsii จะ
เจริญได้ดีในที่มีความชื้นสูง ชอบดินร่วนปนทราย อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30–50 องศาเซลเซียส ความเป็นกรด
เป็นด่างอยู่ระหว่าง 6–7
การแพร่กระจายของเชื้อรา S. rolfsii แพร่กระจายอยู่ในเขตร้อนหรือค่อนข้างร้อน หรือบริเวณอื่นๆ
ของโลกที่มีอุณหภูมิอบอุ่น ได้แก่ ตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรปตอนใต้เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ฮาวาย อัฟริกา อินเดีย ญี่ปุ่น (Feneira and Boley, 1992) และประเทศไทย โดยสภาวะแวดล้อมที่มีผลต่อ
การเจริญและการสร้าง sclerotia
1. อุณหภูมิ เชื้อรา S. rolfsii อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่นของโลก อุณหภูมิที่เหมาะสมของการเจริญของ
เส้นใยจึงอยู่ระหว่าง 8-40 องศาเซลเซียส อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดของการเจริญของเส้นใย และการสร้าง
sclerotia ระหว่าง 27-30 องศาเซลเซียส (Zoberi, 1980) เส้นใยถูกท าลายที่ 0 องศาเซลเซียส ส่วน
sclerotia สามารถรอดชีวิตที่อุณหภูมิ –10 องศาเซลเซียส
95

