Page 238 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 238

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




             เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีเฮโมโกลบิน (Carboxyhaemoglobin: CoHb) ซึ่งลดความสามารถของเลือดในการนำ
             ออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิด CoHb ในเลือดมากหรือน้อยขึ้นกับ

             ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ ที่สูดหายใจเข้าไปและระยะเวลาที่อยู่ในสภาวะนั้นสำหรับ

             อาการตอบสนองของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์ CoHb และความรู้สึกของแต่ละบุคคลที่ไวต่อก๊าซชนิดนี้
                         12.1.2.2 ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ประกอบด้วยไนตรัสออกไซด์ (N O) ไนตริกออกไซด์ (NO)
                                                                                  2
             ไดไนโตรเจนไตรออกไซด์ (N O ) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO ) ไดไนโตรเจนเตตราออกไซด์ (N O ) และ
                                      2 3
                                                                  2
                                                                                               2 4
             ไดไนโตรเจนเพนตอกไซด์ (N O ) ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะ NO และ NO  เนื่องจากเป็นก๊าซที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ
                                    2 5
                                                                    2
             และมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตมากกว่าออกไซด์ของไนโตรเจนตัวอื่น ๆ ทั้งนี้ NO เป็นก๊าซไม่มีสีและกลิ่น ละลาย
             น้ำได้บ้างเล็กน้อย ส่วน NO  มีสภาพเป็นก๊าซที่อุณหภูมิปกติ ก๊าซทั้งสองเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า
                                     2
             ฟ้าแลบ ภูเขาไฟระเบิด ปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในดินหรืออาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้

             เชื้อเพลิง อุตสาหกรรม การทำกรดไนตริก กรดกำมะถัน การชุบโลหะ และการทำวัตถุระเบิด เป็นต้น การเกิด NO

             มีอุณหภูมิเป็นปัจจัยสำคัญ โดย NO ทำปฏิกิริยากับโอโซนในบรรยากาศเกิดเป็น NO  และออกซิเจนในทาง
                                                                                     2
             ตรงกันข้ามแสงแดดจะทำให้ NO  ทำปฏิกิริยาย้อนกลับเกิดเป็น NO และโอโซนดังสมการ NO + O  ⇋ NO  + O
                                                                                                       2
                                                                                                  2
                                       2
                                                                                           3
             ก๊าซเหล่านี้มีผลต่อการทำงานของปอด โดยที่มนุษย์สามารถได้กลิ่นก๊าซ NO  ที่ระดับ 230 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์
                                                                        2
             เมตร หากมีความชื้นเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดกลิ่นเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดอาจมีอาการเร็วขึ้นหากได้รับก๊าซนี้
             ที่ระดับ 190 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ระบบหายใจในคนทั่วไปเริ่มต้นเมื่อได้รับก๊าซนี้ 1,300 - 1,800

             ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

                         12.1.2.3 ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO ) เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่ไวไฟ ที่ระดับความเข้มข้นสูงจะมีกลิ่นฉุน
                                                       2
             แสบจมูก เกิดจากการสันดาปเชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน (S) เป็นองค์ประกอบ เมื่อทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนใน

             อากาศจะเกิดเป็นก๊าซ SO  และจะรวมตัวเป็นกรดกำมะถัน (H SO ) โดยมีแหล่งกำเนิดที่สำคัญ ได้แก่ ถ่านหิน
                                                                2
                                   2
                                                                    4
             น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน เตาเผาขยะ เตาเผาศพ เป็นต้น หากอยู่ร่วมกับอนุภาคมวลสารที่มีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น
             แมงกานีส เหล็ก และวานาเดียม จะเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO ) และ H SO  เช่นกัน
                                                                                                 4
                                                                                      3
                                                                                              2
             ก๊าซเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และเยื่อบุตา โดยเริ่มมีผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคทางเดิน
             หายใจที่ระดับ 300 - 600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ยังทำให้น้ำฝนที่ตกลงมามีสภาพความเป็นกรดมาก

             ขึ้นซึ่งจะทำลายระบบนิเวศ ป่าไม้ แหล่งน้ำ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ รวมถึงการกัดกร่อนอาคารและโบราณสถาน
                         12.1.2.4 ฝุ่นละออง เป็นสารที่มีความหลากหลายทางด้านกายภาพ เป็นได้ทั้งของแข็งและของเหลว

             ฝุ่นละอองที่มีอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา มีขนาดตั้งแต่ 0.002 ไมครอน (เป็นกลุ่มของโมเลกุลที่มองด้วยตา

             เปล่าไม่เห็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน) ไปจนถึงฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 500 ไมครอน (ฝุ่นที่มองเห็นด้วยตา
             เปล่ามีขนาดตั้งแต่ 50 ไมครอนขึ้นไป) ฝุ่นละอองที่แขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานจะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก

             กว่า 10 ไมครอน เนื่องจากมีความเร็วในการตกตัวต่ำและจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นานมากขึ้น หากมีแรง

             กระทำจากภายนอกเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การไหลเวียนของอากาศและกระแสลม เป็นต้น ฝุ่นละอองที่มี
             ขนาดใหญ่กว่า 100 ไมครอน อาจแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้เพียง 2 - 3 นาที แต่ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะ




             210       คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   233   234   235   236   237   238   239   240   241   242   243