Page 33 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 33

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




                      นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินดานที่เกิดจากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ที่พบกระจัดกระจายในพื้นที่                         ใต้ดิน ในฤดูแล้งเกิดการสะสมเกลือในลักษณะคราบเกลือกระจัดกระจายทั่วไปตามผิวดิน ภาคอีสานเรียกว่า
               ปลูกพืชไร่ และพื้นที่ที่มีการไถพรวนด้วยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ และรวมไปถึงดินปัญหาอื่นๆ ที่มีข้อจ ากัด                      เกลือสินเธาว์ ส่วนใหญ่เป็นเกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) มีเนื้อที่ 11,506,882 ไร่ เนื่องจากปริมาณ

               ซึ่งเมื่อน าไปใช้ประโยชน์แล้วจะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง สรุปได้ดังนี้                                           เกลือในดินเค็มเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ง่ายตามสภาพพื้นที่ พืชพรรณธรรมชาติที่ขึ้นปกคลุม และสภาพทาง
                               1) ดินเค็ม (Salt affected soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทั้งทางเคมี และกายภาพ ในทาง                          อุทกวิยา ดังนั้นเพื่อให้ง่ายในการจัดการ จึงใช้ปริมาณของคราบเกลือที่ปรากฏบริเวณผิวดินเมื่อดินแห้ง
               เคมีนั้น ดินเค็มมีเกลือที่ละลายได้ในสารละลายดินปริมาณมาก มีค่าการน าไฟฟ้า (Electrical conductivity                        จ าแนกระดับความเค็มที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชเป็น 3 ระดับ ดังนี้
               - EC) ของสารละลายซึ่งสกัดจากดินอิ่มตัวด้วยน้ ามากกว่า 2 เดซิซีเมนต่อเมตร (dS/m) ขึ้นไปที่อุณหภูมิ 25                                                 (3.1) ดินเค็มมาก ในฤดูแล้งจะพบคราบเกลือปรากฏบนผิวดินมากกว่าร้อย
               องศาเซลเซียส และค่าอัตราส่วนการดูดซับโซเดียม (Sodium absorption ratio - SAR) ต่ ากว่า 13  ความ                            ละ 10 ของพื้นที่ บริเวณเหล่านี้ถ้าน ามาใช้ปลูกพืชจะไม่ค่อยได้ผล จึงมักปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า มี

               เค็มในระดับนี้ จะส่งผลให้พืชขาดน้ า มีความเป็นพิษจากธาตุโซเดียมและคลอไรด์ และเกิดความไม่สมดุลของ                          เนื้อที่ 332,251 ไร่
               ธาตุอาหาร จนท าให้ผลผลิตของพืชลดลง ถ้าความเค็มสูงมากพืชจะตาย ขณะที่ในทางกายภาพ ชั้นที่มีการ                                                          (3.2) ดินเค็มปานกลาง พบคราบเกลือบริเวณผิวดินน้อยกว่าร้อยละ 10
               สะสมเกลือในดินเค็มจะเป็นชั้นดินที่แน่นทึบเนื่องจากการฟุ้งกระจายของอนุภาคดินเมื่อมีโซเดียมปริมาณ                           ของพื้นที่ บริเวณเหล่านี้พอใช้ปลูกพืชได้แต่ต้องมีการจัดการดินที่เหมาะสม จะสามารถให้ผลผลิตได้ดี มีเนื้อ

               มากในดิน นอกจากนี้ในกรณีของดินเค็มชายทะเล ยังมีสภาพน้ าท่วมขังจากการขึ้นลงของน้ าทะเล ท าให้ดิน                           ที่ 3,836,342 ไร่
               อิ่มตัวด้วยน้ าและขาดอากาศ จนท าให้พืชทั่วไปไม่สามารถด ารงชีวิตอยู่ได้ อย่างไรก็ตามพืชมีความทนต่อ                                                    (3.3) ดินเค็มน้อย พบคราบเกลือบริเวณผิวดินน้อยกว่าร้อยละ 1 ของพื้นที่
               ระดับความเค็มไม่เท่ากัน พืชทนเค็มและพืชชอบเกลือสามารถขึ้นได้ดีในดินเค็ม เช่น ป่าชายเลน แต่                                ได้รับอิทธิพลจากน้ าใต้ดินที่เป็นน้ ากร่อยหรือน้ าเค็มที่สัมผัสกับชั้นหินเกลือ แต่ลึกมากกว่า 2 เมตรจากผิว
               โดยทั่วไปความเค็มของดินถือเป็นข้อจ ากัดต่อการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจ ดินเค็มมีเนื้อที่ 14,393,467                       ดิน บริเวณเหล่านี้ถ้ามีการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม เกลือจากน้ าใต้ดินมีโอกาสที่จะแพร่กระจาย ท าให้แปร

               ไร่ จ าแนกได้ 3 กลุ่ม ตามสภาพพื้นที่ที่พบ ดังนี้                                                                          สภาพไปเป็นดินเค็มปานกลางหรือดินเค็มมากได้ มีเนื้อที่ 7,338,289 ไร่
                                   (1) ดินเค็มชำยทะเล (Coastal saline soil) พบในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งที่ยังมีน้ า                                          2) ดินทรำยจัด (Sandy soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางกายภาพ เนื่องจากมีเนื้อดินบน
               ทะเลขึ้น-ลง หรือน้ าท่วมถึงอยู่ พืชพรรณธรรมชาติโดยมากเป็นพวกป่าชายเลน (Mangrove forest) บาง                               เป็นดินทราย (Sandy) หรือดินทรายปนดินร่วน (Loamy sand) มีอนุภาคขนาดทรายเป็นองค์ประกอบ
               แห่งใช้ท านากุ้งหรือนาเกลือ ดินเค็มชายทะเลมีเนื้อที่ 2,660,983 ไร่ แบ่งย่อยออกได้เป็น 2 ชนิดคือ                           มากกว่าร้อยละ 85 เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 50 เซนติเมตร จากผิวดิน หรืออาจพบเป็นชั้นหนามากกว่า

                                          (1.1) ดินเค็มชายทะเลที่มีความเปรี้ยวแฝง (Coastal saline/acid sulfate                           100 เซนติเมตรจากผิวดิน การที่เนื้อดินส่วนใหญ่เป็นทรายจัดท าให้ดินมีข้อจ ากัดส าคัญ คือ ดินมีความอุดม
               soil) เป็นดินเค็มที่มีลักษณะเป็นดินเลน มีปริมาณเกลือต่างๆ สะสมอยู่มาก และมีสารประกอบก ามะถันซึ่ง                          สมบูรณ์ต่ ามาก มีการระบายน้ าดีมากเกินไป ความสามารถในการอุ้มน้ าและการดูดซับธาตุอาหารต่ า เก็บน้ า
               ส่วนใหญ่เป็นสารไพไรท์ (Pyrite : FeS 2) จึงถือว่าเป็นดินเค็มที่มีความเปรี้ยวแฝงอยู่ ตามปกติดินเหล่านี้จะมี                 ไว้ไม่อยู่ ท าให้พืชขาดน้ า และเกิดการกร่อนได้ง่าย ดินทรายพบทั้งในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอนทั่วทุกภาคของ
               ปฏิกิริยาเป็นกลางหรือเป็นด่าง แต่ถ้ามีการระบายน้ าออกไปหรือมีการท าให้ดินแห้งเป็นระยะเวลานานๆ                             ประเทศ มีเนื้อที่ประมาณ 12,769,833 ไร่ จ าแนกได้ 3 ประเภทคือ

               เช่นการยกร่อง ดินล่างที่มีสารประกอบไพไรท์เมื่อสัมผัสอากาศ จะท าปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้วเกิดเป็น                                              (1) ดินทรำยในพื้นที่ลุ่ม เกิดจากตะกอนทราย ตะกอนดินเนื้อหยาบ หรือตะกอน
               กรดก ามะถัน ท าให้ดินเป็นกรดจัดและแปรสภาพจากดินเค็มเป็นดินเปรี้ยวจัด ธาตุฟอสฟอรัสจะถูกตรึงให้                             ทรายชายฝั่งทะเลที่ทับถมในที่ลุ่ม พบทั่วไปในพื้นที่ชายทะเลที่เป็นหาดและสันทราย มีเนื้อที่ 3,021,092 ไร่
               อยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้ เป็นเหตุให้การจัดการที่ดินยุ่งยากยิ่งขึ้น มีเนื้อที่ 2,242,685 ไร่                       ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 23 และ 24

                                          (1.2) ดินเค็มชายทะเลที่ไม่มีความเปรี้ยวแฝง (Coastal saline soil) มี                                               (2) ดินทรำยจัดในพื้นที่ดอนที่ไม่มีชั้นดำนอินทรีย์ (Spodic horizon) เกิดจาก
               ลักษณะคล้ายคลึงกับดินเค็มชายทะเลที่กล่าวมาแล้วในข้อแรก แต่ดินมีสารประกอบก ามะถันน้อย หรือมี                               ตะกอนทราย และการสลายตัวของหินทราย หินควอร์ตไซต์ ที่มีปริมาณแร่ควอร์ต (Quartz) สูง พบบริเวณ
               สารประกอบก ามะถันพวกแคลเซียมคาร์บอเนตมากพอที่จะสะเทินหรือแก้ความเป็นกรดของดินที่จะเกิดขึ้น                                พื้นที่ลาดเชิงเขาของภูเขาหินตะกอนเนื้อหยาบ สันดินริมน้ า และลานตะพักล าน้ าสองข้างฝั่งของแม่น้ า ส่วน
               เมื่อดินแห้ง จึงมีปัญหาน้อยกว่าดินเค็มชายทะเลที่มีความเปรี้ยวแฝง เป็นดินอายุน้อย มีเนื้อที่ 418,298 ไร่                   ใหญ่ใช้ปลูกพืชไร่ เช่น มันส าปะหลัง สับปะรด มีเนื้อที่ 9,162,955 ไร่ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 41 43 และ 44
                                   (2) ดินเค็มภำคกลำง (Central inland saline/sodic soil) เป็นดินเค็มบกที่                                                   (3) ดินทรำยจัดในพื้นที่ดอนที่มีชั้นดำนอินทรีย์ จะมีลักษณะเฉพาะตัว คือช่วงชั้น

               พบในพื้นที่ภาคกลางบริเวณที่ค่อนข้างราบเรียบถัดจากชายฝั่งทะเลเข้ามา ซึ่งในปัจจุบันน้ าทะเลไม่ท่วมถึง                       ดินตอนบนจะเป็นทรายสีขาว ถัดลงไปในระดับความลึกประมาณ 60-80 เซนติเมตร จะพบชั้นทรายสี
               แล้ว ส่วนใหญ่หน้าดินจะแข็งและพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ าทะเลที่เกิดจากการตกตะกอนของตะกอน                                     น้ าตาลปนแดงหรือน้ าตาลเข้ม ซึ่งมีลักษณะเป็นดานแข็ง เกิดจากการสะสมหรือตกตะกอนของสารประกอบ
               น้ าเค็มในอดีต ในช่วงความลึก 50 – 150 เซนติเมตร จากผิวดิน หรือพบคราบเกลือมากบริเวณผิวดิน ที่อาจ                           พวกเหล็ก – ฮิวมัส จึงเกิดเป็นชั้นออกไซด์ในชั้นดินล่างที่เรียกชั้นดานอินทรีย์ขึ้น ข้อจ ากัดส าคัญคือ ดิน

               เกิดจากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม เช่น การน าน้ าใต้ดินหรือการชลประทานที่มีความเค็มมาใช้ใน                               ตอนบนขาดแร่ธาตุอาหารอย่างรุนแรง ในฤดูแล้งขาดน้ า ส่วนฤดูฝนน้ ามักแช่ขัง เนื่องจากน้ าซึมผ่านชั้นดาน
               การเกษตร มีเนื้อที่ประมาณ 225,602 ไร่                                                                                     อินทรีย์ไปได้ช้า และมีน้ าใต้ดินอยู่ค่อนข้างตื้น ท าให้พืชที่ปลูกโดยเฉพาะไม้ยืนต้นไม่ค่อยเจริญเติบโต ดิน
                                   (3) ดินเค็มภำคตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast  inland saline/sodic soil)                                ทรายประเภทนี้ส่วนใหญ่จะพบตามชายฝั่งทะเลของภาคใต้และภาคตะวันออก มีเนื้อที่ 585,786 ไร่ ได้แก่
               เกิดจากอิทธิพลของชั้นหินเกลือ (Rock salt) และหินอมเกลือ โดยความเค็มจะขึ้นมากับการระเหยของน้ า                             กลุ่มชุดดินที่ 42




              18       สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย

                       กรมพัฒนาที่ดิน
   28   29   30   31   32   33   34   35   36   37   38