Page 36 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 36

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




                  ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ า (Wetlands) ท าให้โครงสร้างของดินเกาะตัวกันอยู่อย่างหลวมๆ พืชทั่วไป
                  ไม่สามารถหยั่งรากให้มั่นคงได้ จะมีพืชพรรณธรรมชาติพวกเสม็ด กก และกระจูด ขึ้นอยู่หนาแน่นเกิดเป็น

                  ป่าชนิดที่เรียกว่า “ป่ำพรุ” เมื่อล้มตายตามอายุจึงเกิดการทับถมลงในแอ่งน้ าขังที่มีอัตราการย่อยสลายของ
                  เศษซากพืชเกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ เกิดเป็นชั้นดินอินทรีย์ที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ข้อจ ากัดในการใช้ประโยชน์ของดินนี้
                  ได้แก่ การมีวัสดุอินทรีย์ในปริมาณมากท าให้ธาตุอาหารพืชถูกตรึงในรูปสารประกอบอินทรีย์  ท าให้ดินขาด
                  แร่ธาตุอาหารต่างๆ อย่างรุนแรง การมีน้ าแช่ขังตลอดเวลา หากมีการระบายน้ าออกดินจะยุบตัวอย่าง
                  รวดเร็ว เกิดไฟไหม้ได้ง่าย และมักพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ าทะเลที่มีองค์ประกอบของก ามะถันอยู่สูง

                  (ไพไรท์) ซึ่งเมื่อชั้นดินนี้แห้งจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด พบในบริเวณที่ลุ่มน้ าชายฝั่งทะเลของภาค
                  ตะวันออกและภาคใต้ ดินกลุ่มนี้มีเนื้อที่ประมาณ 265,348 ไร่
                                  6) ดินกรด หมายถึง ดินที่มีปฏิกิริยาดินต่ ากว่า 7.0 ที่ไม่ได้จ าแนกเป็นดินเปรี้ยวจัด

                                                                                           3+
                                                                     +
                  ความเป็นกรดในดินกลุ่มนี้มีสาเหตุจาก ไฮโดรเจนไอออน (H  ) และอะลูมินัมไอออน (Al ) แต่ระดับความ
                  เป็นกรดที่มีปัญหาต่อการเพาะปลูกพืช และการเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมทางดินจะเกิดอย่างรุนแรง
                  เมื่อค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินต่ ากว่า 5.5 ดังนั้น ในทางวิชาการ ปัญหาดินกรดจึงนิยามว่าเป็นดินที่มี
                  ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือค่าพีเอช (pH) ต่ ากว่า 5.5 และเพื่อความชัดเจนในการจัดการแก้ไข จึงนิยม

                  แยกดินกรดออกจากดินเปรี้ยวจัด ซึ่งมีสาเหตุการเกิดกรดในดินแตกต่างกัน
                                     ดินกรดประเภทนี้เกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ เกิดการชะละลายธาตุที่เป็น
                  ด่างออกไปจากดิน ทั้งจากน้ าฝนและน้ าท่า การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง พืชที่ปลูกดูดเอาธาตุที่เป็นด่างออกไป
                  แล้วปลดปล่อยกรดลงไปแทนที่ การใช้สารเคมีต่างๆ ที่มีก ามะถันเป็นองค์ประกอบ    และอีกสาเหตุก็คือ

                  ความเป็นกรดที่มาจากอากาศในแหล่งใกล้เคียงกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหิน หรือน้ ามันเตาเป็น
                  เชื้อเพลิงอยู่หนาแน่น ดินกรดพบกระจัดกระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ มีเนื้อที่ 95,410,591 ไร่ และยัง
                  พบว่า ดินอื่นๆ มีแนวโน้มจะเป็นกรดรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน, 2556ค)
                                  7) ดินบนพื้นที่ภูเขำ หรือพื้นที่ลำดชันเชิงซ้อน (Slope complex soil) เป็นดินที่มี

                  ข้อจ ากัดเนื่องจากการชะล้างพังทลายของดิน ท าให้เกิดการสูญเสียดินจากพื้นที่  โดยทั่วไปดินบนพื้นที่ภูเขา
                  จะมีความลาดชันสูงมากกว่าร้อยละ 35 ลักษณะดินผันแปรไปตามชนิดของหิน ซึ่งมีทั้งที่เป็นดินตื้นและดิน
                  ลึก บางแห่งจะมีหินโผล่มาก เสี่ยงต่อการถูกชะล้างพังทลายสูง ง่ายต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม ยากต่อการ

                  เกษตรกรรม และอาจเป็นอันตรายในบริเวณที่อยู่เชิงเขาที่สูงชันได้ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมในการน ามาใช้
                  ประโยชน์ทางการเกษตร ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ าล าธาร หรือก าหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร เขตอุทยาน
                  แห่งชาติ เขตรักษาพันธุสัตว์ป่า มีเนื้อที่ประมาณ 96,006,984 ไร่ อยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 62 (กรมพัฒนาที่ดิน,
                  2549) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินที่ส าคัญอื่นๆ ที่เกิดจากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ได้แก่
                                  8) ดินดำน หรือชั้นดำน (Hard pan soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางกายภาพ  เนื่องจาก

                  มีชั้นดินที่อัดตัวแน่นทึบ หรือชั้นที่มีสารเชื่อมอนุภาคของดินมาจับตัวกันแน่นทึบและแข็ง เป็นแนวขนานกับ
                  หน้าดินที่ความลึกแตกต่างกันไป  เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือจากการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม ท าให้เป็น
                  อุปสรรคต่อการชอนไชของรากพืช การไหลซึมของน้ าและการถ่ายเทอากาศยาก ส่งผลต่อการเจริญเติบโต

                  และการให้ผลผลิตของพืชที่ปลูก โดยทั่วไปถ้าพบชั้นดานตื้นกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน ถือเป็นดินตื้น
                  ชนิดหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชมาก ถ้าพบชั้นดานอยู่ระหว่างความลึก 50-100 เซนติเมตรจากผิว
                  ดิน จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชบ้างแต่ไม่มากนัก และถ้าพบชั้นดานอยู่ลึกมากกว่า 100 เซนติเมตร จาก






                                               สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย                  21
                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   31   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41