Page 37 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 37

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




               ผิวดิน ถือว่าไม่มีปัญหาต่อการปลูกพืช ดินดานของประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งหมด 27,280,130 ไร่ แบ่งออกได้                        เหล่านี้เป็นปริมาณมากในดิน และอาจถูกพัดพาสู่แหล่งน้ า จะมีผลโดยตรงต่อมนุษย์ถ้าหากเข้าสู่ระบบห่วง
               2 ประเภทจากสาเหตุการเกิด (กรมพัฒนาที่ดิน, 2556ก)                                                                          โซ่อาหาร เมื่อมีการสะสมมากท าให้เกิดเป็นพิษต่อตับ ไต สารก่อมะเร็ง โรคที่พบเห็นบ่อย ได้แก่ โรค Itai-

                                   (1) ชั้นดำนที่เกิดขึ้นตำมธรรมชำติ ชั้นดานประเภทนี้เป็นชั้นดานที่มีสารเชื่อมแข็ง                       Itai ท าให้ปวดเจ็บกระดูก ถ้าเป็นมากกระดูกจะย่อผิดรูป โรค Minamata เกิดจากมีการสะสมของปรอท
               จาก เหล็ก อินทรียวัตถุ คาร์บอเนต หรือซิลิก้า เช่น ชั้นดานดินเหนียว เกิดจากอินทรียวัตถุ ไปจับตัวกับธาตุ                    อินทรีย์เข้าสะสมอยู่ในเนื้อปลา ผู้บริโภคปลา หอยนางรม กุ้ง และปู โรค Methemoglobinemia ซึ่งเกิด
               อะลูมิเนียมและเหล็ก โดยมีกรดเป็นตัวดูดซับท าให้เกิดตะกอนของสารประกอบเชิงซ้อน ออร์กาโน เมทัลลิค                            จากการดื่มน้ าที่มีสารอินทรีย์ประเภทไนเตรท-ไนโตรเจนเข้าไปมาก ท าให้เกิดโรคโลหิตเป็นพิษในเด็กอ่อน
               เมื่อเกิดการสะสมของตะกอนมากขึ้นจะจับตัวกันเป็นชั้นดานแข็ง ส่วนชั้นหินทรายแป้งผุหรือชั้นหินพื้น                            ถ้าเป็นมากอาจเสียชีวิตได้ (ส านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2551)
               สภาพที่เหมาะสมส าหรับการเกิดดินชนิดนี้ต้องมีวัตถุต้นก าเนิดที่เป็นทราย ภูมิอากาศชุ่มชื้น และเป็นที่ราบ                                     11) ปัญหำดินเฉพำะพื้นที่ นอกจากทรัพยากรที่ดินของประเทศไทยจะมีปัญหาเฉพาะ

               ซึ่งระดับน้ าใต้ดินมีอิทธิพลอย่างมากในการตกตะกอนและควบคุมต าแหน่งของชั้นดาน ถ้าระดับน้ าใต้ดินตื้น                        เรื่องต่างๆ ดังได้กล่าวแล้ว ยังมีปัญหาเฉพาะพื้นที่อีกด้วย  เช่น ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อ
               จะท าให้ชั้นดานแข็งเกิดอยู่ตื้น พบมากบริเวณจังหวัดที่อยู่ติดฝั่งทะเลทางภาคใต้และภาคตะวันออก                               ระหว่าง 5 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม ศรีสะเกษ  และยโสธร  มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ประมาณ
                                   (2) ชั้นดำนที่เกิดขึ้นจำกกำรเขตกรรมที่ผิดวิธี ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้                                   2.1 ล้านไร่  เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาผสมผสานหลายๆ ด้าน ได้แก่ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และอุ้มน้ าได้ต่ า

               เครื่องจักรกลขนาดใหญ่ในการเตรียมดินที่ระดับความลึกเดียวกันเป็นประจ า และการไถพรวนในขณะที่                                 เนื่องจากมีเนื้อดินเป็นดินทราย หรือดินร่วนปนทราย บางพื้นที่เป็นดินกรดจัด บางแห่งเป็นดินเค็มมีน้ าใต้
               ความชื้นดินไม่เหมาะสม ท าให้เกิดการอัดตัวแน่นของเนื้อดินที่อยู่ข้างใต้ชั้นไถพรวน จะเกิดได้ง่ายในกลุ่มดิน                  ดินอยู่ในระดับตื้นและมักเป็นน้ ากร่อยหรือน้ าเค็มจนไม่สามารถน ามาใช้ประโยชน์ได้ ท าให้ขาดแคลนน้ าทั้ง
               ที่มีเนื้อปานกลางถึงเนื้อค่อนข้างหยาบเพราะต้านทานแรงกดทับได้น้อย เป็นดินที่มีศักยภาพการเกิดชั้นดาน                        เพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูเพาะปลูก  แต่ในปลายฤดูฝนก็มีปัญหาน้ าท่วม และ
               ไถพรวน พบได้ทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกอ้อย ข้าวโพด มัน                               ขาดเส้นทางคมนาคม เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ตั้งแต่ปี

               ส าปะหลัง ในจังหวัดนครราชสีมา  มีเนื้อที่ประมาณ 2,678,491 ไร่ (ส่วนวางแผนการใช้ที่ดิน, 2556)                              2524 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันรวมเวลา 32 ปี ซึ่งยังมีพื้นที่ที่ต้องพัฒนาอีก 640,000 ไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน,
                               9) ดินเหมืองแร่ร้ำง เป็นดินที่เคยท าเหมืองแร่มาก่อน แต่ในปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว                         2556ข)
               เหมืองแร่ที่ท ากันมากได้แก่เหมืองแร่ดีบุก ซึ่งจะพบอยู่ทั่วไปทางภาคใต้แถบจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต                                          สรุป ดินปัญหาแต่ละประเภทที่กล่าวมานี้มีข้อก าจัดในการใช้เพื่อการเกษตร กรรมที่
               นครศรีธรรมราช และสงขลา เป็นต้น พื้นที่เหมืองแร่ร้างเหล่านี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ าๆ                         แตกต่างกันไป ดินที่มีปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อันเนื่องมาจากปัจจัยที่ให้ก าเนิดดิน ซึ่ง

               ประกอบไปด้วย ลานทราย กองหิน หรือกองกรวด และขุมเหมือง ซึ่งหมดสภาพที่จะน ามาใช้ท าการเกษตร                                  ประกอบด้วยวัตถุต้นก าเนิดดิน สภาพพื้นที่ ภูมิอากาศ พืชพรรณธรรมชาติที่ขึ้นปกคลุม และระยะเวลาที่
               ได้อีก ทั่วประเทศมีพื้นที่ดินเหมืองแร่ร้างไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2539 ) แม้จะพบเป็น                     เกิดดิน แต่อย่างไรก็ตามดินที่มีปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้อาจจะมีเนื้อที่และข้อจ ากัดในการใช้
               เนื้อที่ไม่มากนัก แต่การจะน าดินนี้มาใช้ประโยชน์ก็จ าเป็นต้องท าการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาของดินก่อน                        ประโยชน์รุนแรงเพิ่มขึ้น หากสภาพธรรมชาติต่างๆ ถูกท าให้เปลี่ยนแปลงหรือท าให้เสียสมดุลโดยการกระท า
               ทั้งนี้ควรจะพัฒนาเน้นหนักไปในเรื่องของการปรับสภาพพื้นที่ การปลูกพืชคลุมดินหรือปลูกไม้โตเร็วเพื่อ                          ของมนุษย์ เช่น การแพร่กระจายของดินเค็มอันเนื่องมาจากการท าลายป่าไม้ หรือการพัฒนาแหล่งน้ าใน

               บูรณะให้เป็นพื้นที่สีเขียวหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจจะเหมาะสมที่สุด                                                        บริเวณที่มีเกลือสะสมอยู่สูง ท าให้น้ าใต้ดินซึ่งมีความเค็มมีระดับสูงขึ้น และพาเอาเกลือที่ละลายน้ าได้ขึ้นมา
                               10) ดินปนเปื้อน (Toxic soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางด้านเคมี และสิ่งแวดล้อม ใน                           สู่ผิวดิน การใช้ที่ดินในที่ลาดชันโดยไม่น ามาตรการอนุรักษ์ดินและน้ ามาใช้ก็ก่อให้เกิดการชะล้างพังทลาย
               ที่นี้หมายถึงดินที่ได้รับสารปนเปื้อนในปริมาณที่มากกว่าอัตราการสลายตัวหรือการเสื่อมฤทธิ์ของสารนั้น                         รุนแรง  เกิดเป็นร่องน้ าขนาดใหญ่จนไม่สามารถใช้ในการเพาะปลูกได้ ดังนั้นจึงจ าเป็นต้องมีการแก้ไขฟื้นฟู

               สาเหตุการปนเปื้อนอาจเกิดตามธรรมชาติจากวัตถุต้นก าเนิด หรือเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การท า                           และปรับปรุงบ ารุงดิน หรือจัดการให้ถูกต้องตามสภาพปัญหาก่อน เพื่อที่จะน าที่ดินเหล่านี้มาใช้ประโยชน์
               เหมืองแร่ การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรที่มีสิ่งปนเปื้อนที่เป็นโลหะหนัก เป็นต้น จนท าให้เกิดการ                     ต่อไปได้
               สะสมของสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ ส่งผลให้ดินนั้นเกิดความเสื่อมโทรม มีปัญหาต่อการใช้ประโยชน์ทาง
               การเกษตร หรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของมนุษย์และสัตว์ มีจ านวนมากถึง 134.5 ล้านไร่ หรือเท่ากับ
               ร้อยละ 42.0 ของเนื้อที่ประเทศไทย (มณฑ์สุชาติ,  2554)

                                เนื่องจากดินเป็นแหล่งรองรับสิ่งปฏิกูลที่ได้จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทาง
               อุตสาหกรรม และจากชุมชน จากการใช้สารเคมีทางการเกษตร และผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยเคมีทาง
               การเกษตร ในปี พ.ศ.2539 ประเทศไทยมีการน าเข้าสารก าจัดศัตรูพืชรวม 222 ชนิด มีประมาณรวมกันถึง

               45,701,227 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 4.9 พันล้านบาท ชนิดของสารก าจัดศัตรูพืช ได้แก่ สารก าจัดแมลง
               สารก าจัดไร สารรมควันพิษ สารก าจัดหนู สารก าจัดโรคพืช สารก าจัดวัชพืช สารควบคุมการเจริญเติบโต
               ของพืช สารก าจัดหอยทาก และอื่นๆ สารเคมีก าจัดศัตรูพืชเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีสารประกอบของธาตุโลหะ
               หนักต่างๆ อาทิ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี แคดเมียม สารหนู และปรอท เป็นต้น ถ้ามีการสะสมโลหะหนัก




              22       สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย

                       กรมพัฒนาที่ดิน
   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42