Page 35 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 35
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
3) ดินตื้น (Shallow soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางกายภาพ เนื่องจากมีชั้นลูกรัง ก้อน ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ า (Wetlands) ท าให้โครงสร้างของดินเกาะตัวกันอยู่อย่างหลวมๆ พืชทั่วไป
กรวด เศษหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดินเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 35 โดยปริมาตร หรือพบชั้นมาร์ล ชั้นหินพื้น ไม่สามารถหยั่งรากให้มั่นคงได้ จะมีพืชพรรณธรรมชาติพวกเสม็ด กก และกระจูด ขึ้นอยู่หนาแน่นเกิดเป็น
อยู่ตื้นกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน ซึ่งเป็นอุปสรรคส าคัญต่อการชอนไชของรากพืช การไถพรวน การดูด ป่าชนิดที่เรียกว่า “ป่ำพรุ” เมื่อล้มตายตามอายุจึงเกิดการทับถมลงในแอ่งน้ าขังที่มีอัตราการย่อยสลายของ
ซับน้ า และธาตุอาหารพืชในดินน้อย เป็นเหตุให้พืชที่ปลูกมักไม่ค่อยเจริญเติบโต และให้ผลผลิตต่ า มีเนื้อที่ เศษซากพืชเกิดขึ้นได้อย่างช้าๆ เกิดเป็นชั้นดินอินทรีย์ที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ข้อจ ากัดในการใช้ประโยชน์ของดินนี้
ประมาณ 43,365,620 ไร่ จ าแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ ได้แก่ การมีวัสดุอินทรีย์ในปริมาณมากท าให้ธาตุอาหารพืชถูกตรึงในรูปสารประกอบอินทรีย์ ท าให้ดินขาด
(1) ดินตื้นในพื้นที่ลุ่ม หรือพื้นที่น้ าขัง ที่พบชั้นลูกรังหรือก้อนกรวด มีเนื้อที่ แร่ธาตุอาหารต่างๆ อย่างรุนแรง การมีน้ าแช่ขังตลอดเวลา หากมีการระบายน้ าออกดินจะยุบตัวอย่าง
6,486,011 ไร่ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 25 รวดเร็ว เกิดไฟไหม้ได้ง่าย และมักพบชั้นดินเลนของตะกอนน้ าทะเลที่มีองค์ประกอบของก ามะถันอยู่สูง
(2) ดินตื้นในพื้นที่ดอนถึงชั้นลูกรัง หมายถึงดินที่พบชั้นลูกรัง (Laterite) ก้อนกรวด (ไพไรท์) ซึ่งเมื่อชั้นดินนี้แห้งจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด พบในบริเวณที่ลุ่มน้ าชายฝั่งทะเลของภาค
(cobble stones) หรือมีเศษหินแตกเป็นชิ้นน้อยใหญ่ปะปนอยู่ในดินเป็นปริมาณมาก มีเนื้อที่ 26,065,343 ตะวันออกและภาคใต้ ดินกลุ่มนี้มีเนื้อที่ประมาณ 265,348 ไร่
ไร่ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 46 47 48 และ 49 6) ดินกรด หมายถึง ดินที่มีปฏิกิริยาดินต่ ากว่า 7.0 ที่ไม่ได้จ าแนกเป็นดินเปรี้ยวจัด
3+
(3) ดินตื้นในพื้นที่ดอนถึงชั้นหินพื้น หมายถึงดินที่พบชั้นหินอยู่ปะปนกับเศษหิน ซึ่ง ความเป็นกรดในดินกลุ่มนี้มีสาเหตุจาก ไฮโดรเจนไอออน (H ) และอะลูมินัมไอออน (Al ) แต่ระดับความ
+
ชั้นหินดังกล่าวอาจเป็นชั้นหินผุหรือชั้นหินแข็งก็ได้ มีเนื้อที่ 8,925,769 ไร่ ได้แก่ กลุ่มชุดดินที่ 45 และ 51 เป็นกรดที่มีปัญหาต่อการเพาะปลูกพืช และการเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อมทางดินจะเกิดอย่างรุนแรง
(4) ดินตื้นในพื้นที่ดอนถึงชั้นมำร์ล หมายถึงดินที่พบชั้นปูนมาร์ล ซึ่งเป็น เมื่อค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินต่ ากว่า 5.5 ดังนั้น ในทางวิชาการ ปัญหาดินกรดจึงนิยามว่าเป็นดินที่มี
สารประกอบพวกแคลเซียมหรือแมกนีเซียมคาร์บอเนตที่เป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 80 โดยทั่วไปจะ ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือค่าพีเอช (pH) ต่ ากว่า 5.5 และเพื่อความชัดเจนในการจัดการแก้ไข จึงนิยม
พบในระดับความลึกน้อยกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน จัดเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่มีข้อเสียคือ แยกดินกรดออกจากดินเปรี้ยวจัด ซึ่งมีสาเหตุการเกิดกรดในดินแตกต่างกัน
ปฏิกิริยาดินเป็นด่าง เป็นข้อจ ากัดต่อพืชบางชนิดที่ไวต่อความเป็นด่าง มีเนื้อที่ 1,888,497 ไร่ ได้แก่ กลุ่มชุด ดินกรดประเภทนี้เกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ เกิดการชะละลายธาตุที่เป็น
ดินที่ 52 ด่างออกไปจากดิน ทั้งจากน้ าฝนและน้ าท่า การใช้ปุ๋ยเคมีไม่ถูกต้อง พืชที่ปลูกดูดเอาธาตุที่เป็นด่างออกไป
4) ดินเปรี้ยวจัด (Acid sulfate soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางเคมี ที่ส าคัญคือ ความ แล้วปลดปล่อยกรดลงไปแทนที่ การใช้สารเคมีต่างๆ ที่มีก ามะถันเป็นองค์ประกอบ และอีกสาเหตุก็คือ
เป็นกรดจัดมากเกินไป ท าให้เหล็กและอะลูมินัมละลายออกมามากจนเป็นพิษต่อพืชที่ปลูกและจุลินทรีย์ใน ความเป็นกรดที่มาจากอากาศในแหล่งใกล้เคียงกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหิน หรือน้ ามันเตาเป็น
ดิน ยิ่งไปกว่านั้นยังท าให้ธาตุอาหารพืชอย่างฟอสฟอรัส ซึ่งไม่ว่าจะมีอยู่แล้วในดินหรือใส่ลงไปกับปุ๋ย จะถูก เชื้อเพลิงอยู่หนาแน่น ดินกรดพบกระจัดกระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ มีเนื้อที่ 95,410,591 ไร่ และยัง
ตรึงจนอยู่ในรูปที่พืชไม่อาจดูดเอาไปใช้ได้ ดินเปรี้ยวจัดเกิดขึ้นเนื่องจากตะกอนทะเลซึ่งเป็นวัตถุต้นก าเนิด พบว่า ดินอื่นๆ มีแนวโน้มจะเป็นกรดรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามการใช้ประโยชน์ที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน, 2556ค)
ดินมีสารประกอบก ามะถันปนในดินมาก โดยเฉพาะซัลเฟต (Sulfate) ปนไพไรท์ (Pyrite) และ 7) ดินบนพื้นที่ภูเขำ หรือพื้นที่ลำดชันเชิงซ้อน (Slope complex soil) เป็นดินที่มี
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen Sulfide) สารประกอบเหล่านี้จะท าให้เกิดกรดก ามะถัน เมื่อพื้นที่ที่พบดินนี้ ข้อจ ากัดเนื่องจากการชะล้างพังทลายของดิน ท าให้เกิดการสูญเสียดินจากพื้นที่ โดยทั่วไปดินบนพื้นที่ภูเขา
ถูกระบายน้ าออกไปหรือเมื่อดินแห้ง จะท าให้ไพไรท์สัมผัสอากาศจนท าให้เกิดการออกซิไดซ์เป็น จะมีความลาดชันสูงมากกว่าร้อยละ 35 ลักษณะดินผันแปรไปตามชนิดของหิน ซึ่งมีทั้งที่เป็นดินตื้นและดิน
สารประกอบจาโรไซท์ (Jarosite) ที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด โดยจะพบเป็นจุดประสีเหลืองฟางข้าวในชั้นดินล่าง ลึก บางแห่งจะมีหินโผล่มาก เสี่ยงต่อการถูกชะล้างพังทลายสูง ง่ายต่อการเกิดแผ่นดินถล่ม ยากต่อการ
ดินกลุ่มนี้พบกระจายทั่วไปในที่ราบลุ่มภาคกลางแถบจังหวัดปทุมธานี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี เกษตรกรรม และอาจเป็นอันตรายในบริเวณที่อยู่เชิงเขาที่สูงชันได้ ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมในการน ามาใช้
สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และพื้นที่ราบลุ่มอื่นๆ ที่มีพื้นที่ติดชายทะเล มีเนื้อที่ประมาณ ประโยชน์ทางการเกษตร ควรสงวนไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ าล าธาร หรือก าหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร เขตอุทยาน
5,510,144 ไร่ จ าแนกได้ 3 ประเภท คือ แห่งชาติ เขตรักษาพันธุสัตว์ป่า มีเนื้อที่ประมาณ 96,006,984 ไร่ อยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 62 (กรมพัฒนาที่ดิน,
(1) ดินเปรี้ยวจัดที่พบชั้นจาโรไซท์ ภายในความลึก 50 เซนติเมตร มีเนื้อที่ 870,493 ไร่ 2549) นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินที่ส าคัญอื่นๆ ที่เกิดจากการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ได้แก่
(2) ดินเปรี้ยวจัดที่พบชั้นจาโรไซท์ ระหว่างความลึก 50-100 เซนติเมตร มีเนื้อที่ 8) ดินดำน หรือชั้นดำน (Hard pan soil) เป็นดินที่มีข้อจ ากัดทางกายภาพ เนื่องจาก
2,211,060 ไร่ มีชั้นดินที่อัดตัวแน่นทึบ หรือชั้นที่มีสารเชื่อมอนุภาคของดินมาจับตัวกันแน่นทึบและแข็ง เป็นแนวขนานกับ
(3) ดินเปรี้ยวจัดที่พบชั้นจาโรไซท์ ระหว่างความลึก 100-150 เซนติเมตร มีเนื้อที่ หน้าดินที่ความลึกแตกต่างกันไป เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือจากการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม ท าให้เป็น
2,428,591 ไร่ อุปสรรคต่อการชอนไชของรากพืช การไหลซึมของน้ าและการถ่ายเทอากาศยาก ส่งผลต่อการเจริญเติบโต
5) ดินอินทรีย์ (Organic soil) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ดินพรุ” เป็นดินที่มีข้อจ ากัด และการให้ผลผลิตของพืชที่ปลูก โดยทั่วไปถ้าพบชั้นดานตื้นกว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดิน ถือเป็นดินตื้น
ทั้งทางเคมี กายภาพ และชีวภาพร่วมกัน เนื่องจากเป็นดินที่มีวัสดุอินทรีย์หรือมีเศษซากพืชทับถมกัน ชนิดหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชมาก ถ้าพบชั้นดานอยู่ระหว่างความลึก 50-100 เซนติเมตรจากผิว
ปริมาณมาก ดินบนเป็นชั้นดินอินทรีย์ที่มีอินทรียวัตถุเป็นองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 20 โดยน้ าหนัก และ ดิน จะส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชบ้างแต่ไม่มากนัก และถ้าพบชั้นดานอยู่ลึกมากกว่า 100 เซนติเมตร จาก
เกิดเป็นชั้นหนามากกว่า 40 เซนติเมตร พบในบริเวณพื้นที่พรุหรือพื้นที่ลุ่มซึ่งมีน้ าแช่ขังนานเกือบตลอดปี
20 สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
กรมพัฒนาที่ดิน

