Page 84 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 84
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ดินเปรี้ยวจัดมักมีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในระดับต่ำมาก และมีธาตุอาหารบางชนิดละลาย
ออกมามากจนเป็นพิษกับพืช จำเป็นต้องมีการใส่ปูนเพื่อยกระดับพีเอชของดิน แต่ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน
ส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ ในปัจจุบันมีจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งประกอบด้วย
แบคทีเรีย Burkholderia sp. จำนวนสองสายพันธุ์ซึ่งมีความสามารถในการละลายฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงในดินกรด
และดินเปรี้ยวจัดให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์กับพืช และเมื่อนำมาทดลองในชุดดินมูโนะ (ที่ได้รับไนโตรเจน และ
โพแทสเซียม 2.67 กรัมต่อดิน 10 กิโลกรัม ส่วนฟอสฟอรัสในทรีตเมนต์ตามค่าวิเคราะห์ดินเท่ากับ 2.67 กรัมต่อ
กิโลกรัม) โดยใช้ข้าวโพดเป็นพืชทดสอบว่าข้าวโพดที่ปลูกในทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยหมักผสมจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9
(LDD 9) มีน้ำหนักแห้งและการดูดใช้ฟอสฟอรัสได้สูงกว่าทรีตเมนต์ที่ปลูกโดยใส่ปุ๋ยหมักอย่างเดียว (compost) แต่
ต่ำกว่าทรีตเมนต์ที่มีการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตตามค่าวิเคราะห์ดิน (P) และทรีตเมนต์ที่ใส่ปุ๋ยฟอสเฟตครึ่งหนึ่งของค่า
วิเคราะห์ดินร่วมกับใส่ปุ๋ยหมักผสมจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 อย่างชัดเจน (1/2 P + LDD9) ส่วนทรีตเมนต์ที่มีการใส่
ปุ๋ยฟอสเฟตครึ่งหนึ่งของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใส่ปุ๋ยหมักผสมจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 มีน้ำหนักแห้งปริมาณการดูด
ใช้ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมในระดับที่ไม่แตกต่างกับทรีตเมนต์ที่มีการใส่ปุ๋ย
ฟอสฟอรัสตามค่าวิเคราะห์ดิน (ภาพที่ 4.18) ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตครึ่งหนึ่งของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใส่ปุ๋ย
หมักผสมจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการดินสำหรับปลูกพืชในดินเปรี้ยวจัดที่ผ่านการใส่
ปูน (สายใจและคณะ, 2558)
5.2 การจัดการด้านน้ำ
เป็นการใช้น้ำล้างกรดและสารพิษออกจากดิน และป้องกันการเกิดกรดกำมะถันเพิ่มขึ้น โดยการควบคุม
ระดับน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์เป็นองค์ประกอบอยู่ ป้องกันไม่ให้สารประกอบไพไรต์ทำ
ปฏิกิริยากับออกซิเจนและมีกรดกำมะถันเกิดขึ้น
5.2.1 การใช้น้ำล้างความเป็นกรด
วิธีการนี้เป็นวิธีที่ง่าย แต่ต้องอาศัยน้ำในปริมาณที่มากพอที่จะใช้ชะล้าง ควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้ำใต้
ดินให้อยู่เหนือชั้นดินเลนที่มีไพไรต์มาก หรือควบคุมให้ดินชื้นอยู่เสมอ การใช้น้ำล้างดินนอกจากจะช่วยล้างกรด
และทำให้พีเอชของดินเพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สารของอะลูมินัม เหล็ก และแมงกานีสที่เป็นพิษเจือจางลง ช่วยให้
พืชเจริญเติบได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดจำเป็นต้องมีการกระทำอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไป
ความเป็นกรดของดินจะเกิดขึ้นรุนแรงเฉพาะในช่วงดินแห้งหรือในฤดูแล้ง ดังนั้น วิธีการใช้น้ำชะล้างควรเริ่มตั้งแต่
เริ่มมีฝนโดยปล่อยให้น้ำท่วมขังพื้นที่ แล้วระบายออกประมาณ 2-3 ครั้ง โดยทิ้งช่วงการระบายน้ำประมาณ 1-2
สัปดาห์ต่อครั้ง กรมพัฒนาที่ดิน (2558) แนะนำว่า ในดินเปรี้ยวจัดควรมีการขังน้ำ แล้วระบายออกเพื่อล้างกรดและ
สารพิษอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยทำคูระบายน้ำออกจากพื้นที่ แยกส่วนกับคลองส่งน้ำ และบำบัดน้ำที่ปล่อย
ออกมาโดยการใส่ปูน การใช้ปูนควบคู่กับการใช้น้ำล้างดินและควบคุมระดับน้ำใต้ดิน จะเป็นวิธีการลดความเป็น
กรดของดินได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซึ่งเป็นดินกรดจัดรุนแรง และปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าเป็น
เวลานาน โดยทำการใส่ปูนและไถกลบ จากนั้นใช้น้ำล้างความเป็นกรด และพยายามควบคุมน้ำใต้ดินให้อยู่เหนือชั้น
ดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก เพื่อป้องกันไม่ให้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน และปลดปล่อยกรดออกมา การใช้ปูน
ในระยะแรกจะช่วยลดความเป็นกรดของดิน และการล้างดินด้วยน้ำช่วยให้สารละลายของอะลูมินัมและเหล็กที่
ละลายออกมาถูกน้ำชะล้างออกไป และเมื่อสารประกอบไพไรต์ไม่มีโอกาสทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ความเป็นกรดก็
72 สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
กรมพัฒนาที่ดิน

