Page 85 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 85
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
จะไม่เกิดขึ้นอีก ส่งผลให้ความเป็นกรดลดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ดินมีคุณภาพดีจนสามารถปลูกพืชได้ กรมการข้าว
(2552) รายงานว่าการชะล้างน้ำ โดยปล่อยน้ำในนาข้าว 3-5 วัน แล้วระบายออก สูบน้ำเข้านาใหม่ แล้วระบายออก
ทุก 4 สัปดาห์ และ 6 สัปดาห์ ก่อนปลูกข้าวในดินเปรี้ยวจัด พบว่า pH ของดินกรดจัดจะเพิ่มขึ้นจาก 2.5 เป็น 3.7
เมื่อชะล้างน้ำเป็นจำนวนมาก สามารถลดความเป็นกรดลงจากเดิมได้ 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้น้ำปริมาณ 5 เท่าของ
น้ำหนักดิน โดยใช้อัตราการชะล้างสม่ำเสมอ และทำให้ความต้องการปูนของดินเพื่อปรับสภาพพีเอชจาก 5.2 ลดลง
จาก 6 ตัน เป็น 1.28 ตันของปูนแคลเซียมคาร์บอเนต
5.2.2 การควบคุมระดับน้ำใต้ดิน
การควบคุมน้ำใต้ดินสามารถทำได้โดยการวางระบบระบายน้ำทั้งพื้นที่ และระบายน้ำเฉพาะส่วนบนออก
เพื่อล้างความเป็นกรด และรักษาระดับน้ำในคูระบายน้ำให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 1 เมตร จากผิวดินตลอดทั้งปี
การที่จะควบคุมระดับน้ำใต้ดินได้นั้น ต้องมีการวางระบบการระบายน้ำควบคู่ไปกับการจัดระบบชลประทานที่
เหมาะสม โดยระบบการระบายน้ำจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำท่วม และช่วยในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ ใน
ขณะเดียวกันระบบชลประทานจะช่วยเสริมให้มีน้ำใช้ชะล้างความเป็นกรด และช่วยรักษาระดับน้ำใต้ดินให้อยู่ใน
ระดับที่ต้องการ ตัวอย่างการดำเนินการเช่นนี้ได้ผลชัดเจนจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำบางนรา โครงการนี้เป็น
โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ในเขตที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลของจังหวัดนราธิวาส โดยการก่อสร้างประตูระบาย
น้ำปิดกั้นแม่น้ำบางนรา 2 ประตู เพื่อบรรเทาปัญหาการเกิดน้ำท่วมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำ เก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ใน
การเกษตร อุปโภค บริโภค ป้องกันไม่ให้น้ำเค็มจากปากแม่น้ำไหลเข้ามายังส่วนใน และช่วยควบคุมระดับน้ำใต้ดิน
ในพื้นที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำไม่ให้ลดต่ำลง จึงช่วยป้องกันการเกิดกรดในดินเปรี้ยวจัดที่พบอยู่ทั่วไปในบริเวณที่ราบ
ลุ่มของจังหวัดนราธิวาส การป้องกันการเกิดกรดกำมะถันในดินเปรี้ยวจัดโดยการรักษาระดับน้ำใต้ดินนั้น ต้องอาศัย
โครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนสูงจากรัฐบาล เนื่องจากเป็นการจัดการทั้งระบบ และจัดทำในพื้นที่ขนาดใหญ่
สำหรับเกษตรกรที่ต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการจัดการระบบน้ำอย่างเป็น
ระบบเช่นเดียวกับในเขตที่ราบลุ่มชายฝั่งของจังหวัดนราธิวาส อาจต้องเลือกใช้วิธีการอื่นๆ ที่มีความเหมาะสม และ
สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
จากการศึกษาดินเปรี้ยวจัดนอกพื้นที่ชายทะเล ชุดดินองครักษ์ บางน้ำเปรี้ยว และฉะเชิงเทรา พบว่า ดิน
ยังคงได้รับอิทธิพลของตะกอนน้ำเค็มในชั้นดินล่าง ทำให้ชั้นดินดังกล่าวมีอินทรียวัตถุและเบสแลกเปลี่ยนได้สูง
(แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้) นอกจากนี้ยังมีสารประกอบซัลไฟด์สูงด้วย โดย
ที่น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวควบคุมความรุนแรงของความเป็นกรดในดินเปรี้ยวจัดเหล่านี้ มีชั้นตะกอนดินน้ำเค็ม
อยู่ในระดับความลึกเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 เมตร ดังนั้นเกษตรกรจึงควรมีการรักษาระดับน้ำใต้ดินให้มีน้ำท่วม ที่
ระดับประมาณ 1-1.5 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ไพไรต์เกิดการออกซิไดซ์ เกษตรกรควรพยายามรักษาระดับน้ำใต้ดิน
ให้ท่วมชั้นดินตะกอนสีเทาเพื่อป้องกันไม่ให้สารประกอบจำพวกซัลไฟด์สัมผัสกับอากาศ ส่วนชั้นที่พบจุดประสี
เหลืองฟางข้าวของจาโรไซต์นั้นไม่ควรให้มีน้ำขังอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากจาโรไซต์ไม่เสถียรในสภาพขาดออกซิเจน
ซึ่งเป็นสภาพที่จาโรไซต์จะเปลี่ยนเป็นแร่ชนิดอื่น และปลดปล่อยกรดซัลฟิวริกและละลายโลหะหนักออกมาสู่ดิน
และน้ำ (สิริรักษ์ และคณะ, 2559)
สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย 73
กรมพัฒนาที่ดิน

