Page 86 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 86

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





            5.3 การจัดการด้านพืช
                   5.3.1 การเลือกปลูกพืชที่เหมาะสม

                   การเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพของดินที่เป็นกรดจัด (ตาราง 5.6) จะช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุง
            ดิน และลดความเสี่ยงต่อการไม่ได้รับผลผลิต เนื่องจากพืชบางชนิดมีกลไกในการปรับตัว ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถ
            เจริญเติบโตได้ในสภาพที่เป็นกรดจัด เช่น กลไกในการต้านทานความเป็นพิษของอะลูมินัม และกลไกการปรับตัว
            ของพืชในสภาพที่มีฟอสฟอรัสรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำ ซึ่งแต่ละกลไกมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
                         1) กลไกการต้านทานความเป็นพิษของอะลูมินัม สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลไก คือ กลไก

            ภายนอก (external mechanism) และกลไกภายใน (internal mechanism) โดยกลไกภายนอก คือ การที่ราก
            พืชมีการปลดปล่อยกรดอินทรีย์ (organic acid) บางชนิดออกมา เช่น กรดซิทริก (citric acid) กรดออกซาลิก
            (oxalic acid) หรืออาจเป็นโปรตีนบางชนิดออกมา แล้วกรดอินทรีย์และโปรตีนเหล่านั้นเข้าทำปฏิกิริยากับอะลูมินัม

            ที่ละลายอยู่มากในสารละลายดิน เปลี่ยนให้อะลูมินัมอยู่ในรูปที่ไม่เป็นพิษกับพืช ส่วนกลไกภายใน คือ รากพืชดูด
            เอาอะลูมินัมเข้าไปในเซลล์พืชแล้วอะลูมินัมที่เข้าไปจะตกตะกอนกับกรดอินทรีย์หรือเอนไซม์บางชนิด แล้วสะสม
            ส่วนต่างๆ ของพืช (Jo et al., 1997) เช่น อิพิเดอมิส (epidermis) แวคคิวโอล (vacuole) มีโซฟิล (mesophyll)
            ดังนั้น จึงพบว่าในพืชบางชนิดมีอะลูมินัมที่สะสมในใบสูงกว่า 10,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อปลูกในสภาพที่มี

            อะลูมินัมสูง (0.5 mM) ซึ่งเป็นช่วงที่สูงกว่าพืชเจริญเติบโตในสภาพปกติเป็นอย่างมาก โดยปกติความเข้มข้นของ
            อะลูมินัมในใบพืชปกติอยู่ในระดับที่น้อยกว่า 100-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (Watanabe and Osaki, 2002)
                         2) กลไกการปรับตัวของพืชในสภาพที่มีฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่ำ หากพืชเจริญขึ้นมา
            ในบริเวณที่มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ พืชจะมีการปรับตัวทางสรีรวิทยา โดยเฉพาะการพัฒนาของรากพืช ส่วน

            ใหญ่แล้วพืชที่เจริญเติบโตในสภาพนี้จะมีการพัฒนาของรากขนอ่อนเพิ่มมากขึ้น โดยจากการศึกษาของ Poirier
            and Bucher (2002) ซึ่งได้ทำการปลูกอะราบิดอบซิส (Arabidopsis) ในอาหารวุ้นที่มีฟอสฟอรัส 5 mM (High P)
            และ 5 uM (Low P) พบว่า ในอาหารที่มีฟอสฟอรัสน้อย พืชจะมีการงอกของขนรากยาวกว่าในอาหารที่มี
            ฟอสฟอรัสสูง (ภาพที่ 5.3) ทั้งนี้เพราะขนรากช่วยในการดูดธาตุอาหาร หากในดินมีธาตุอาหารน้อย จะทำให้ขนราก

            มีจำนวนและขนาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้พืชหาอาหารมาให้เพียงพอ ดังนั้น ในดินที่ขาดฟอสฟอรัส พืชส่วนใหญ่จะมี
            สัดส่วนระหว่างส่วนเหนือดินต่อส่วนใต้ดิน (root : shoot) น้อยกว่าพืชที่ขึ้นในดินที่มีฟอสฟอรัสเพียงพอ


















                                                     (ก)                   (ข)

            ภาพที่ 5.2 การตอบสนองของขนรากต่อปริมาณฟอสฟอรัส 5 mM (ก) และ 5 uM (ข)
            ที่มา: Poirier and Bucher (2002)







              74       สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   81   82   83   84   85   86   87   88   89   90   91