Page 78 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 78

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





            ออกไซด์ นอกจากนั้นอนุภาคปูนก็สามารถทำปฏิกิริยาโดยตรงกับไฮโดรเจนไอออนที่ถูกดูดซับที่ผิวคอลลอยด์ดิน
            ทำให้ไฮโดรเจนไอออนและอะลูมินัมไอออนในดินลดลง ดินจะมีพีเอชสูงขึ้น

                          การใช้สารที่เป็นด่างหรือวัสดุปูนควรใส่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะหากใส่สารที่เป็นด่างน้อยไป
            ดินกรดก็อาจยังคงฤทธิ์กรดอยู่ แต่หากใส่สารที่เป็นด่างมากเกินไป ดินกรดอาจเกิดสภาพเกินปูนได้ จึงควรวิเคราะห์
            ความต้องการปูนของดินและนำมาคำนวณปริมาณปูนที่เหมาะสมสำหรับใช้กับดินในแต่ละพื้นที่ ปูนแคลเซียม
            คาร์บอเนต (CaCO3) สามารถทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟิวริกได้โดยตรงเมื่อใส่ลงไปในดิน นอกจากนี้ แคลเซียม
            คาร์บอเนตเข้าทำปฏิกิริยากับกรดและสารจาโรไซต์ในดิน ทำให้ความเป็นกรดสะเทินไปได้ ดังสมการ (5.1) และ

            (5.2)


                   CaCO3 + H2SO4          CaSO4 + CO2 + H2O                                       (5.1)
                                                       +                            +
                                     4 2
                         3
                                 3
                                                 2
                                            6
                   2CaCO  + KFe (SO ) (OH)  + H O + H         2CaSO4 + 3Fe(OH)3 + K  + 2CO2         (5.2)

                          ดังนั้น ในดินที่ผ่านกระบวนการนี้มาแล้วตามธรรมชาติมักจะมีผลึกของยิปซัม (gypsum: CaSO4)
            ซึ่งมีลักษณะใสคล้ายแก้วเป็นรูปเข็มกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในชั้นดินล่าง ดินเหล่านี้พบได้ทั่วไปในบริเวณลุ่มน้ำแม่
            กลอง แม่น้ำท่าจีน หรือปากแม่น้ำชุมพร เป็นต้น
                          วิธีการใส่ปูนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือ  หว่านปูนให้ทั่วพื้นที่  ไถคลุกเคล้ากับดิน หมักไว้
            ประมาณ 7 วัน ในสภาพดินชื้น ดินจะมีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี ความรุนแรงของกรดลดลง pH สูงขึ้น (นงคราญ
            และจุมพล, 2544)  การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดินเปรี้ยวจัดหลังจากใส่ปูนมาร์ล พบว่า ดินมี pH เพิ่มขึ้นตาม
            ปริมาณปูนที่ใส่มากขึ้น ปริมาณแคลเซียมสูงขึ้นตามอัตราปูนที่สูงขึ้น เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหาร ลด

            ความเป็นพิษของเหล็ก อะลูมินัม
                          การลดความเป็นกรดหรือความเปรี้ยวของดินนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้
            พระราชทานพระราชดำริให้มีการทำให้ดินมีความเป็นกรดให้มากที่สุด หรือที่เรียกว่าการแกล้งดิน ซึ่งเป็นวิธีการเร่ง
            ปฏิกิริยาทางเคมีของดินเพื่อแกล้งให้ดินเปรี้ยวจัด โดยการทำให้ดินเปียกและแห้งสลับกัน เมื่อดินแห้งดินจะสัมผัส

            กับอากาศ ทำให้สารประกอบไพไรต์ถูกออกซิไดซ์และเกิดการปลดปล่อยกรดกำมะถันออกมา จากนั้นจึงหา
            ทางแก้ไขความเป็นกรดโดยวิธีต่างๆ เช่น การใช้น้ำล้างดิน การใช้วัสดุปูน หรือการใช้น้ำชะล้างควบคู่กับการใช้วัสดุ
            ปูน และที่สำคัญของการแกล้งดิน คือ หลังจากแกล้งดินให้เปรี้ยวจัดแล้ว ต้องมีการควบคุมระดับน้ำใต้ดินเพื่อ
            ป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน ซึ่งเป็นผลจากการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไพไรต์ (แสงดาว และธนภัทสกรณ์,

            2557) จากการศึกษาทดลองปลูกข้าวในดินเปรี้ยวจัดตามโครงการแกล้งดินที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอัน
            เนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พบว่า การขังน้ำแล้วระบายออกทุก 4 สัปดาห์ ร่วมกับการใช้วัสดุปูน ทำ
            ให้ดินเปรี้ยวจัดมีสภาพที่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว ทำให้ข้าวเจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงขึ้น (นงคราญ, 2557)

                           การใส่วัสดุปูนนอกจากจะทำให้ความเป็นกรดของดินลดลงแล้ว ยังช่วยให้อะลูมินัม เหล็ก และ
            แมงกานีสในสารละลายดินลดปริมาณลงด้วย ส่งผลให้ปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น ฟอสฟอรัส
            โพแทสเซียม และแคลเซียมเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการลดลงของอะลูมินัมและเหล็กในสารละลายดินทำให้ปัญหาการ
            ตรึงฟอสฟอรัสลดลง และพืชสามารถดูดใช้โพแทสเซียมและแคลเซียมได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พืชสามารถเจริญเติบโต
            และให้ผลผลิตดีขึ้น อย่างไรก็ตามการลดความเป็นกรดของดินโดยการใส่ปูนควรทำร่วมกับการจัดการปุ๋ย เนื่องจาก








              66       สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
                       กรมพัฒนาที่ดิน
   73   74   75   76   77   78   79   80   81   82   83