Page 61 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 61

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                            อะลูมินัมที่พืชดูดเข้าไปนอกจากจะขัดขวางการแบ่งและการยืดตัวของเซลล์ของรากพืชแล้ว อะลูมินัม
               ไอออนจะยับยั้งการดูดใช้ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม (Havlin et al., 2005) และยับยั้งการดูดใช้ธาตุฟอสฟอรัส

               ของพืช เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัสจะตกตะกอนกับอะลูมินัมในสารละลายดิน นอกจากนี้ ธาตุฟอสฟอรัสที่พืชดูดเข้า
               ไปจะตกตะกอนกับอะลูมินัมในระบบรากแก้วของพืช ปริมาณอะลูมินัมที่ละลายได้ในสารละลายดินลดลงได้เมื่อดิน
               มีการขังน้ำนานขึ้น สำหรับระดับอะลูมินัมที่ทำให้เกิดอาการเป็นพิษนั้นมีรายงานว่า ความเข้มข้นของอะลูมินัมใน
               สารละลายดินเพียง 1-2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ก็อาจเป็นพิษต่อข้าวได้ (Ponnamperuma, 1978) แต่อย่างไรก็ตาม
               อะลูมินัมที่ละลายได้ในดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น จึงไม่มีรายงานถึงปัญหาความเป็นพิษของ

               อะลูมินัมในดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทยอย่างชัดเจน (Attananda, 1993)
                            3) ความเป็นพิษของแมงกานีสในสภาพน้ำขัง (Manganese toxicity) ในดินเปรี้ยวจัดซึ่งส่วน
               ใหญ่มักมีพีเอชต่ำกว่า 4 แมงกานีสจะละลายออกมาได้มากเช่นเดียวกับเหล็กและอะลูมินัมจนอาจเป็นพิษกับพืชได้

                                                              4+
                                                                                                    2+
               ในสภาพน้ำขังทำให้แมงกานีสที่อยู่ในรูปแมงกานีส (Mn ) เปลี่ยนไปอยู่ในรูปแมงกานีสไอออน (Mn ) โดยการ
               เปลี่ยนแปลงของแมงกานีสในสภาพรีดักชันเกิดขึ้นโดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินที่ไม่อาศัยออกซิเจนในการ
               เจริญเติบโต ใช้แมงกานีสไดออกไซด์เป็นตัวรับอิเล็กตรอน (สมการ 4.1) การเปลี่ยนแปลงของแมงกานีสในดิน
               เกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงของเหล็ก ในสภาพที่ดินมีพีเอชต่ำและอยู่ในสภาพน่้ำขัง ส่งเสริมให้ความเข้มข้นของ

               แมงกานีสที่ละลายได้มีปริมาณสูงขึ้น

                                                  2+
                                +
                      MnO2+ 4H + 2e-           Mn + 2H2O                                              (4.1)

                                                                  2+
                      รูปของแมงกานีสที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชก็คือ Mn  ในสารละลายดินซึ่งอยู่ในสภาพสมดุลกับรูปของ
               แมงกานีสที่แลกเปลี่ยนได้ (exchangeable Mn) นอกจากนั้นสมดุลของ Mn  และออกไซด์ของแมงกานีสจะ
                                                                                 2+
               ขึ้นอยู่กับพีเอชของดิน ถ้าดินมีพีเอชสูงขึ้น สมดุลก็จะไปทางแมงกานีสออกไซด์และความเป็นประโยชน์ของ
               แมงกานีสก็จะลดลง หากดินมีพีเอชลดลง สมดุลก็จะไปทาง Mn  ซึ่งความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสจะเพิ่ม
                                                                      2+
               สูงขึ้น แต่ถ้าพีเอชของดินลดต่ำลงมากๆ ก็อาจทำให้การละลายออกมามากจนถึงขั้นที่อาจเป็นพิษต่อพืชได้ ซึ่ง
                           -
               อิเล็กตรอน (e) เหล่านี้อาจได้มาจากวัสดุอินทรีย์ในดิน เช่น มูลสัตว์ เศษซากพืช และปุ๋ยหมัก เป็นต้น จากสมการ
                               2+
               ข้างบนนี้ ถึงแม้ Mn  ที่ละลายน้ำได้จะถูกควบคุมโดยปัจจัยต่างๆ หลายชนิด แต่ค่าพีเอชของดินยังคงเป็นตัวบ่งชี้ที่
               สำคัญของความเป็นประโยชน์ของแมงกานีสและความเป็นพิษของแมงกานีส โดยทั่วไปค่าพีเอชที่ลดลงแต่ละหน่วย
               ส่งผลให้แมงกานีสที่ละลายน้ำได้เพิ่มขึ้นมากขึ้นจาก 10 ถึง 100 เท่า (ภาพที่ 4.7)

























                                                สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย             49
                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   56   57   58   59   60   61   62   63   64   65   66