Page 12 - ผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินที่ปลูกในชุดดินนครพนม จังหวัดบึงกาฬ
P. 12
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
4
การตรวจเอกสาร
ข้าวโพด (Maize หรือ Corn, Zea mays L.) เป็นธัญพืช (Cereal crops) ที่ใช้เป็นอาหาร
ของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาในปี พ.ศ. 2035 หลังจากนั้น
ข้าวโพดได้แพร่กระจายเข้าไปในทวีปยุโรป เอเชีย และอาฟริกา โดยทั่วไปข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่
สามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อมตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 55 องศาเหนือ ถึง 40 องศาใต้ สภาพเขตอากาศ
อบอุ่น (temperate) เขตอากาศร้อนชื้น (subtropic) และพื้นที่ราบเขตร้อน (lowland tropic)
ความสูงจากระดับน้ าทะเลไม่เกิน 1,000 เมตร ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทยมี
การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตลอดเกือบทั้งปี (ราเชนทร์, 2539)
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่ส าคัญของประเทศไทย โดยปี พ.ศ. 2528 มีพื้นที่ปลูก
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดถึง 12.36 ล้านไร่ แต่ในปี พ.ศ. 2557 พื้นที่ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ลดลงเหลือเพียง 7.40 ล้านไร่ เนื่องจากประสบปัญหาทางด้านราคาผลผลิตเมื่อเปรียบเทียบกับการ
ปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อย มันส าปะหลัง และยางพารา แต่อย่างไรก็ตามข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลผลิต
เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 254-408 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 539-676 กิโลกรัมต่อไร่ (ส านัก
งานเศรษฐกิจการเกษตร, 2557 และศูนย์สารสนเทศทางการเกษตร, 2555) ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการ
พัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น (สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, 2556) โดยความต้องการผล
ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.21 ต่อปี (ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร,
2558) ส่วนใหญ่เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ปีกอยู่ในช่วงร้อยละ 10-62 รองลงมาสัตว์ประเภทสุกรและโคน
มอยู่ในช่วงร้อยละ 15-25 และใช้ส าหรับเป็นอาหารปลาร้อยละ 30 ของวัตถุดิบที่ใช้เป็นอาหารสัตว์
ทั้งหมด ในขณะพื้นที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตามล าดับ (ส านักงานเศรษฐกิจ
การเกษตร, 2557) แหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 50 อยู่ใน
บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตามล าดับ
โดยลักษณะทั่วไปรากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะงอกออกมาก่อนส่วนอื่น ๆ จากจุดก าเนิดของเมล็ด
หรือที่เรียกว่า คัพภะ (embryo) จากนั้นหน่อหรือล าต้นจะงอกขึ้นมาในด้านตรงกันข้ามกับราก และ
ในระหว่างนี้จะมีรากที่สอง สาม ตามออกมา ตามล าดับ รากดังกล่าวนี้เป็นรากชั่วคราว หรือราก
ขั้นต้น (primary or seminal root) หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตได้ประมาณ 7 – 10 วัน รากถาวร
จะงอกขึ้นรอบ ๆ ข้อปลายในระดับใต้พื้นดินประมาณ 1-2 นิ้ว รากถาวรนี้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะ
แผ่ออกไปโดยรอบประมาณ 100 เซนติเมตร รากของข้าวโพดเป็นระบบรากฝอย (fibrous root
system) นอกจากรากที่อยู่ใต้ดินแล้ว ยังมีรากยึดเหนี่ยว (brace root) ซึ่งเกิดขึ้นรอบ ๆ ข้อที่อยู่ใกล้
ผิวดิน ปริมาณของรากข้าวโพดแต่ละต้นแต่ละพันธุ์ มีมากน้อยต่างกันไปแล้วแต่ลักษณะทาง
กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม ข้าวโพดที่มีรากมากมีความแข็งแรงและทนทานต่อการหักล้มได้ดีกว่าพวก
ที่มีปริมาณรากน้อย การแทงรากไปไกลมากน้อยขึ้นกับชนิดของดิน ความชื้นภายในดิน และระดับน้ า
ใต้ดิน มีล าต้นตั้งตรงแข็งแรง สูงประมาณ 1.4 เมตร แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ (Wellhausen, 1952) ล า
ต้นมีข้อ (node) และปล้อง (internode) ปล้องที่อยู่ในดินและใกล้ผิวดินสั้น และจะค่อย ๆ ยาวขึ้นไป
ทางด้านปลายปล้องเหนือพื้นดินจะมีจ านวนประมาณ 8-20 ปล้อง (Stevenson and Goodman,
1972) ล าต้นสดมีสีเขียว ความสูงของต้นมีตั้งแต่ 3 -6 เมตร ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์ ส่วนใบจะยาวรี

