Page 112 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 112
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
100
หนาแน่นรวมในดินที่มีเศษชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 มิลลิเมตร ในปริมาณที่มากกว่าร้อยละ 30 โดย
ปริมาตรจะส่งผลให้ได้ค่าของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนและความหนาแน่นรวมของดินในชั้นๆ มากเกินจริง
นอกจากนี้ โดยทั่วไปในพื้นที่มีขนาดใหญ่จะไม่ได้พิจารณาเรื่องของชิ้นส่วนที่ปะปนในดิน แต่ในการศึกษา
ระดับพื้นที่เฉพาะจ าเป็นต้องมีการพิจารณาถึงปริมาณชิ้นส่วนดังกล่าวในการค านวณทั้งส่วนของความ
หนาแน่นรวมของดิน และปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน ซึ่งสมการที่ใช้แตกต่างกันตามปัจจัยของความ
หนาแน่นของดิน และปริมาณของชิ้นส่วนดังกล่าวที่พบในดิน (Henkner et al., 2016; Lozano-García
and Parras-Alcántara, 2013; Poeplau and Don, 2013)
3) ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนในดิน
ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนของดินที่ศึกษามีค่าแตกต่างกันไปตามลักษณะและ
สมบัติของดิน เมื่อท าการิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนกับปริมาณ
อินทรีย์คาร์บอนที่สะสมในดินตลอดหน้าตัดดิน 100 เซนติเมตร พบว่า ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน
ในดินมีความสัมพันธ์ในทางบวกอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติกับปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน
(r= 586) ดังแสดงในตารางที่ 5.23 และเมื่อท าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความจุแลกเปลี่ยน
แคตไอออนกับปริมาณอินทรีย์คาร์บอนที่สะสมในดินที่ระดับความลึกต่างๆ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์มีค่าสูงขึ้นโดยปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยส าคัญทางบวกกับค่า
ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน โดยเฉพาะที่ระดับความลึก 0 - 50 เซนติเมตร (r= 0.604 - 0.803) จาก
ความสัมพันธ์ดังกล่าวชี้ว่า อินทรีย์คาร์บอนในดินมีบทบาทต่อการเพิ่มค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนซึ่ง
สะท้อนถึงความสามารถในการดูดซับธาตุอาหาร นอกจากนี้ เมื่อท าการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินกับค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนของชุดดินโพนพิสัย และชุดดินปลาปาก
โดยเฉพาะชั้นที่มีกรวดหรือลูกรังปะปน (ร้อยละ 15 - 60 โดยปริมาตร) ที่ระดับความลึก 15 - 50
เซนติเมตร จากผิวดิน พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์น้อยมาก
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่า ผลการศึกษานี้โดยภาพรวมมีความสอดคล้องกับ ปัทมา และ
คณะ (2554); Puttaso et al. (2011) ที่ศึกษาในดินเนื้อทรายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ปริมาณ
อินทรีย์คาร์บอนในดินมีสหสัมพันธ์สูงทางบวกกับค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนในดิน การศึกษาวิจัยที่
ผ่านมาถึงการเพิ่มขึ้นของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ ปัทมา
(2534) พบว่า ดินที่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ส่งผลให้ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน
เพิ่มขึ้น 7 เซนติโมลต่อกิโลกรัม ในขณะที่ Puttaso (2011) พบว่า ดินที่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1 ส่งผลให้ค่าความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนในดินเพิ่มขึ้น 2.5 เซนติโมลต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ปัจจัยทางดิน วัสดุอินทรีย์จากระบบการเกษตร และการจัดการดิน แต่อย่างไรก็ตาม ค่าความจุ
แลกเปลี่ยนแคตไอออนไม่เพียงขึ้นอยู่กับปริมาณคาร์บอนในดินเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับสัดส่วนของอนุภาค
ขนาดดิน โดยเฉพาะอนุภาคขนาดดินเหนียว

