Page 222 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 222
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
11.2 การเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้อง มีปัจจัยที่ต้องพิจารณา ดังต่อไปนี้
11.2.1 ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่างดิน
การเก็บตัวอย่างดินสามารถดำเนินการได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ หลังจาก
การเก็บเกี่ยวผลผลิตเล็กน้อย หรือก่อนเตรียมดินปลูกพืชครั้งต่อไป เพื่อให้ทราบถึงระดับธาตุอาหารในดินและ
แนวทางการจัดการดินก่อนปลูกพืชครั้งต่อไป โดยเผื่อเวลาไว้สำหรับการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ ระยะเวลาการ
ทำงานในห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดิน จนถึงการส่งผลวิเคราะห์ดินกลับมาให้ผู้ส่งตัวอย่างดิน รวมแล้วใช้เวลา
ประมาณ 1-2 เดือน สำหรับการเก็บตัวอย่างดินเพื่อให้หน่วยวิเคราะห์ดินเคลื่อนที่ที่มาให้บริการนั้น ผู้เก็บตัวอย่าง
จะต้องทราบล่วงหน้า และเก็บตัวอย่างดินก่อนวันนัดหมาย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวอย่างดินแห้ง และพร้อมที่จะ
วิเคราะห์ดินทันที
11.2.2 พื้นที่เก็บตัวอย่างดิน
พื้นที่เก็บตัวอย่างดินไม่ควรเปียกแฉะหรือมีน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้เข้าไปทำงานลำบาก
ขณะเดียวกันก็ไม่ควรแห้งเกินไป เพราะจะทำให้ดินแข็ง ดังนั้น ดินที่เก็บตัวอย่างควรมีความชื้นอยู่บ้าง เพื่อให้
การขุดเจาะและเก็บตัวอย่างดินสามารถกระทำได้สะดวกและง่าย นอกจากนี้ ไม่ควรเก็บตัวอย่างดินบริเวณที่เคย
เป็นบ้าน โรงเรือนเก่า โรงงาน จอมปลวก คอกสัตว์ และจุดที่มีปุ๋ยตกค้างอยู่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอาจมี
ภาพแสดงขั้นตอนการใช้งานระบบ eService ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร
สิ่งเจือปนอยู่ และไม่เป็นตัวแทนที่ดีของพื้นที่เพาะปลูก
11.2.3 อุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างดิน 11.4 หมอดินตรวจดิน
อุปกรณ์เก็บตัวอย่างดินต้องสะอาด ไม่เปื้อนดิน ปุ๋ย สารกำจัดแมลงหรือศัตรูพืช หรือสารเคมีอื่น
กรมพัฒนาที่ดินได้มีแนวคิดในการพัฒนาการให้บริการวิเคราะห์ตรวจสอบดินให้ครอบคลุมและทั่วถึง
ๆ โดยอุปกรณ์ที่จำเป็น ได้แก่
เกษตรกรรายย่อยมากยิ่งขึ้น โดยพัฒนาระบบ e-Service ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร จากเดิมบันทึกและบริหาร
1) เครื่องมือสำหรับขุดหรือเจาะเก็บตัวอย่างดิน เช่น สว่านเจาะดิน พลั่ว จอบ และเสียม
จัดการข้อมูลผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการโดยเจ้าหน้าที่เท่านั้น เป็นการบันทึกและบริหารจัดการข้อมูลผล
2) ภาชนะใส่ตัวอย่างดิน เช่น ถังพลาสติก ผ้ายาง และถุงพลาสติกสำหรับใส่ตัวอย่างดินส่งไป วิเคราะห์ดินที่ได้จากการใช้ชุดตรวจสอบดินภาคสนาม (LDD Test Kit) โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายหมอ
วิเคราะห์ เชือก ปากกาชนิดลบไม่ได้ และกล่องกระดาษบรรจุตัวอย่างดิน
ดินอาสาที่มีตั้งแต่หมอดินอาสาระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ทำหน้าที่ปฏิบัติการตรวจสอบดินและ
11.3 วิธีส่งตัวอย่างดิน บันทึกข้อมูลผลวิเคราะห์ดิน พร้อมคำแนะนำการจัดการดินผ่านระบบออนไลน์ที่มีชื่อว่า “หมอดินตรวจดิน”
11.3.1 ลงทะเบียนนำส่งตัวอย่างดินผ่านระบบออนไลน์ eService ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร ซึ่งได้มีการปรับกระบวนงานในส่วนของการให้บริการ มีการปรับเปลี่ยนเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service)
ในหน้าเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน (www.ldd.go.th) และส่งตัวอย่างดินทางระบบขนส่งไปรษณีย์ทั้งภาครัฐและ ผ่านแอปพลิเคชัน “หมอดินตรวจดิน” ที่สามารถรองรับการใช้งานได้บนทุกอุปกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน
เอกชน ไปยังห้องปฏิบัติการที่ลงทะเบียนไว้ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สนับสนุนชุดตรวจสอบดินภาคสนามอย่างง่าย (LDD Test Kit) พร้อมจัดฝึกอบรมให้หมอดินอาสาทั่วประเทศ
11.3.2 ส่งตัวอย่างดินด้วยตนเองที่สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือ ที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อมีเกษตรกรร้องขอรับบริการตรวจสอบดินในระบบ หมอดินอาสาที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
สถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัด จะทำการนัดหมายเกษตรกรเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบดินและบันทึกผลลงในระบบ เกษตรกรสามารถดูผลตรวจสอบ
11.3.3 ส่งผ่านเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินหรือหมอดินอาสา ดินและคำแนะนำได้ทันทีในระบบ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการตรวจสอบดินจากเดิม 15 - 20 วัน เหลือเพียง
2 - 3 วัน (รวมระยะเวลาการนัดหมายของเกษตรกรกับหมอดินอาสา) และอำนวยความสะดวกในด้านลด
ค่าใช้จ่ายจากการเดินทางนำตัวอย่างดินส่งทางไปรษณีย์หรือส่งให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งลดการใช้กระดาษรายงานผล
ซึ่งระบบดังกล่าวยังเป็นการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของหมอดินอาสา สร้างความเข้มแข็งและเกิดการ
รวมกลุ่มเพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านดินสู่เกษตรกรอื่นๆ ต่อไป
194 คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
กรมพัฒนาที่ดิน

