Page 45 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 45

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน




                          2.3.3 ปัญหำควำมเสื่อมโทรมของดินและที่ดิน                                                                                           (2) ขำดควำมรู้เรื่องกำรจัดกำรที่ดิน โดยเฉพาะที่ดินที่มีศักยภาพในการ
                                1) ลักษณะของควำมเสื่อมโทรม                                                                               เปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี เช่น พื้นที่ราบลุ่มชายทะเลที่มีสารละลายเกลือ สารละลายของกรดก ามะถันสูง

                                   (1) กำรชะล้ำงพังทลำยของดิน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้เกิดความเสื่อมโทรมของ                              การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยขาดความรู้และการจัดการที่ดี อาจท าให้เกิดการแพร่กระจายของดินเค็ม และดิน
               ดิน โดยเฉพาะการพัดพาเอาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และธาตุอาหารพืชในดินสูงออกไปจากพื้นที่                                  กรดก ามะถัน หรือดินเปรี้ยวเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีการ
               ประมาณว่าการชะล้างพังทลายของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 134.5 ล้านไร่ หรือร้อยละ                                      แพร่กระจายของดินเค็มจากการสร้างเหมืองฝาย อ่างเก็บน้ าในบริเวณที่ดินมีแหล่งวัตถุต้นก าเนิดของเกลือ
               41.94 ของพื้นที่ประเทศ มีตะกอนถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ าประมาณปีละ 27 ล้านตัน ซึ่งส่งผลต่อการสูญเสีย                         หรือพื้นที่ดินที่มีการสะสมของเหล็กและแมงกานีสสูง เมื่อพื้นที่ถูกน ามาใช้ประโยชน์ขาดการดูแลจัดการที่ดี
               ธาตุอาหารในดินมีมูลค่าประมาณ 3,774.37 ล้านบาท และพบว่าปัจจุบันมีพื้นที่ที่ดินมีอินทรียวัตถุน้อยกว่า                       ท าให้ดินกลายเป็นดินลูกรัง (Lateritic soil) ได้

               1.5 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมเนื้อที่ถึง 98.7 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 30.7 ของเนื้อที่ประเทศ (กรมพัฒนา                                            (3) องค์กรดูแลทรัพยำกรดินและที่ดิน  เป็นที่ทราบว่ามีหน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่อง
               ที่ดิน, 2543)                                                                                                             การใช้ทรัพยากรดินและที่ดินหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ ส านักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อ
                                   (2) ควำมเสื่อมโทรมทำงกำยภำพ การท าการเกษตรแผนใหม่น ามาซึ่งการใช้                                      เกษตรกรรม กรมประชาสงเคราะห์ กรมการผังเมือง และหน่วยงานต่างๆ อีกหลายหน่วยงานในหลาย

               เครื่องมือ เครื่องจักร ที่มีน้ าหนักมากเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม มีการไถพรวนบ่อยครั้งขึ้น ท าให้โครงสร้าง                  กระทรวง ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานหลักได้ด าเนินการส ารวจขอบเขต จ าแนกชนิด ประเมินศักยภาพของที่ดิน
               ของดินถูกท าลาย ดินอัดตัวแน่นขึ้น ส่งผลให้เกิดชั้นดานเชื่อมแข็งในชั้นดินไถพรวน (Plough pan หรือ                           ก าหนดเขตการใช้ประโยชน์ หรือแม้แต่วางแผนการใช้ที่ดินไว้บ้างแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการดูแล การ
               hard pan) ยากต่อการให้น้ าซึมผ่านลงไปในดิน เมื่อเวลาฝนตกดินจะดูดซับน้ าได้ลดลง เกิดน้ าเอ่อที่ผิวหน้า                     จัดการทรัพยากรดินและที่ดินยังไม่บรรลุผลอย่างแท้จริง เนื่องจากอุปสรรคต่างๆ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้
               ดินมากขึ้น เป็นผลให้เกิดน้ าไหลบ่า (Water runoff) ที่ผิวหน้าดินมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการชะล้าง                                              (3.1) บุคลากรและงบประมาณมีจ ากัด จึงเป็นข้อจ ากัดในการส่งเสริมความรู้

               พังทลายของดินมากขึ้น                                                                                                      เพื่อการพัฒนาบุคลากรในด้านการจัดการและการปรับปรุงบ ารุงดิน การเผยแพร่ และฝึกอบรมแก่เกษตรกร
                                   (3) ควำมเสื่อมโทรมทำงเคมี การใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่มีความเปราะบาง                                                       (3.2) ฐานข้อมูลเรื่องดินและที่ดินของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้อง
               ทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณที่มีขบวนการทางเคมีสูง เช่น บริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณที่มีการ                             กัน ทั้งในด้านขอบเขต มาตราส่วน และวิธีการที่ได้มาซึ่งข้อมูล และข้อมูลไม่ทันสมัย
               สะสมของเกลือในดินสูง จะท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เนื่องจากขบวนการเคลื่อนย้ายของสาร เช่น                                                     (3.3) กฎระเบียบและกฎหมายไม่สอดคล้องกัน ทั้งทางด้านวิธีการด าเนินการ

               การเคลื่อนที่ของเกลือในชั้นดินด้วยน้ า พบมากในพื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเพิ่มขึ้นของพื้น                     และระเบียบวิธีปฏิบัติ บางหน่วยงานไม่มีกฎหมายที่จะสามารถบังคับใช้ได้ จึงท าให้ไม่มีมาตรการในการ
               ที่ดินกรดก ามะถันในพื้นที่ราบภาคกลาง เนื่องจากการระบายน้ าออกจากพื้นที่ การเพิ่มขึ้นของดินเค็มและ                         ควบคุม ออกกฎระเบียบการใช้ดินและที่ดินได้ตามหลักวิธีการจัดการที่ดีได้
               ดินกรดก ามะถัน เนื่องจากกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ าชายฝั่งทะเล ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขบวนการต่างๆ                                         3) กำรใช้ปุ๋ยเคมี  ปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตที่มีบทบาทส าคัญต่อการพัฒนาผลผลิตทาง
               ที่เกิดขึ้นทางเคมี เช่น ขบวนการ Acidification ในพื้นที่ดินกรดบริเวณที่ราบภาคกลาง ขบวนการ                                  การเกษตร การเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตโดยการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นวิธีเร่งด่วน และให้ผลรวดเร็ว แต่การใช้

               Salinization ในพื้นที่ดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขบวนการ Laterization ในพื้นที่ดินที่มีการสะสม                          ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรอย่างไม่ถูกต้องทั้งในด้านปริมาณ ชนิดของปุ๋ยและเวลาที่เหมาะสมในการใส่ปุ๋ย เป็น
               เหล็กและแมงกานีสสูง ท าให้เกิดดินลูกรัง และขบวนการ Leaching ที่น้ าสามารถน าธาตุอาหารในดินออกไป                           การเพิ่มปริมาณการปนเปื้อนของธาตุอาหารพืช และสารเคมีในดินท าให้ดินเสื่อมโทรมลง ปริมาณปุ๋ยที่ไม่
               จากดิน ท าให้ดินมีธาตุอาหารพืชลดลงได้ นอกเหนือจากจะติดไปกับพืชที่ปลูกแล้ว ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปใน                           เป็นประโยชน์จะสูญเสียไปโดยการถูกชะล้างลงไปในแหล่งน้ าธรรมชาติ ท าให้เกิดมลภาวะทางน้ าตามมา แต่

               พื้นที่ที่มีฝนตกชุก                                                                                                       ปุ๋ยเคมียังเป็นปัจจัยการผลิตที่จ าเป็นและมีแนวโน้มความต้องการเป็นปริมาณมากขึ้นทุกปี
                                2) สำเหตุที่ท ำให้เกิดปัญหำควำมเสื่อมโทรม ทรัพยากรดินและที่ดินของประเทศเกิด                                               ปัจจุบันปุ๋ยเคมีที่ใช้ภายในประเทศได้จากการน าเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีอยู่สอง
               ความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเนื่องมาจากมนุษย์น าดินและที่ดินมาใช้ประโยชน์โดยขาดความรู้และการ                                รูปแบบคือ ปุ๋ยสูตรส าเร็จ และปุ๋ยในรูปปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย การน าเข้าปุ๋ยส่วนใหญ่ด าเนินการโดยภาคเอกชน
               จัดการที่ดี ทั้งนี้อาจแยกกล่าวโดยสังเขป ดังนี้                                                                            ส่วนภาครัฐ เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร เคยน าเข้าปุ๋ยเคมีแต่ไม่มากนัก ปัจจุบันมีบริษัทน าเข้าปุ๋ย
                                   (1) ขำดควำมรู้เรื่องดิน เกษตรกรมีความรู้ในเรื่องดินและที่ดินน้อยมากโดยเฉพาะ                           ประมาณ 70 ราย ปุ๋ยเคมีที่น าเข้าเป็นแบบเทกอง (Bulk) และบรรจุกระสอบ (bagged) ซึ่งแบบเทกองจะ

               เรื่องการไถพรวน ระบบการปลูกพืช การจัดการพื้นที่ การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีต่างๆ การท าการเกษตรใน                            เป็นที่นิยมมากกว่าแบบบรรจุกระสอบ จากข้อมูลปริมาณของปุ๋ยเคมีน าเข้าในปี 2541 ซึ่งมีปริมาณ
               พื้นที่สูงและพื้นที่ดอนยังนิยมการเพาะปลูกขึ้นลงตามแนวความลาดชันของพื้นที่ จึงเป็นเหตุให้มีอัตราการ                        3,047,159 ตัน มีมูลค่าการน าเข้าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท (ส านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
               ชะล้างพังทลายหน้าดิน และธาตุอาหารในดินบางส่วนถูกชะล้างพัดพาออกไปจากพื้นที่เป็นปริมาณสูง                                   และสิ่งแวดล้อม, 2551) ในขณะที่ปี 2556 พบว่าปริมาณการน าเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น จ านวน 5,638,891 ตัน

               ผลผลิตต่างๆ ลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากธาตุอาหารพืชในดินลดลง เป็นเหตุให้ต้องมีการใส่ปุ๋ยเคมีปริมาณ                          มีมูลค่าถึง 72,259 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งผลต่อการสิ้นเปลืองและเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ (ส านักงาน
               ที่มากขึ้น หรือบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตมากขึ้น หรือมีพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ดี               เศรษฐกิจการเกษตร, 2556)
               กว่าเดิม                                                                                                                                   4) กำรปนเปื้อนของสำรพิษในดิน สาเหตุการปนเปื้อนอาจเกิดตามธรรมชาติจากวัตถุ
                                                                                                                                         ต้นก าเนิด หรือเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ อาทิ การท าเหมืองแร่ การถลุงแร่และเถ้าลอย มีการใช้สารพิษ




              30       สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย

                       กรมพัฒนาที่ดิน
   40   41   42   43   44   45   46   47   48   49   50