Page 43 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 43
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ยังพอมีความชื้นที่สามารถปลูกพืชได้อีก เพียงแต่ว่าต้องมีการศึกษาถึงความต้องการในการใช้น้ าของพืช
และมีการจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสม
4) กำรบุกรุกพื้นที่ป่ำสงวนแห่งชำติ เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่
ราบมีจ ากัด ตรงกันข้ามกับอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่นับวันจะมากขึ้น ความต้องการกรรมสิทธิ์ใน
ที่ดินท ากิน และการผลิตการเกษตรเพื่อการค้าและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น
สาเหตุให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าและขยายพื้นที่การเกษตรโดยไม่มีการควบคุมและป้องกัน ส่งผลต่อความเสื่อม
โทรมของทรัพยากรดินและที่ดินอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัด คือ การสูญเสียหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ การ
ปนเปื้อนของสารพิษในดินและแหล่งน้ า และการเกิดภัยแล้ง เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการบุกรุกเข้าไปท า
การเกษตรบนพื้นที่สูง (Mountainous area) ของประเทศ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 96.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย
พื้นที่สูงในภาคเหนือ 54 ล้านไร่ ภาคใต้ 14.6 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12.1 ล้านไร่ ภาคกลาง 12
ล้านไร่ และภาคตะวันออก 3.4 ล้านไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2541)
5) กำรบังคับใช้กฎหมำย แม้ว่าในปัจจุบันจะมีกฎหมายพัฒนาที่ดินที่บังคับใช้ในการ
ภำพที่ 2.9 ดินปนเปื้อน (Toxic soil)
ควบคุมและป้องกันการอนุรักษ์ทรัพยากรดินอยู่แล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่ยังคงพบเห็นและยังไม่สามารถแก้ไข
ให้หมดไปได้ ได้แก่ การบุกรุกท าลายพื้นที่ป่าไม้ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ต้นน้ าล าธาร ซึ่งส่งผล
2.3 ปัญหำและแนวโน้มของปัญหำ กระทบต่อทรัพยากรดิน นอกจากนั้นยังมีปัญหาการถือครองที่ดินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง
ส านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2551) รายงานว่า การกระจาย การฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
และการเปลี่ยนสิทธิ์การเป็นเจ้าของที่ดิน และการปล่อยพื้นที่ท าการเกษตรทิ้งร้างเป็นปัญหาส าคัญของการ เป็นต้น
สูญเสียพื้นที่การเกษตรกรรมและไม่มีความสมดุลกัน โดยเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่จะถือครองที่ดินขนาดเล็ก 2.3.2 ปัญหำกำรถือครองที่ดินทำงกำรเกษตร จากการคาดคะเนประชากรของประเทศไทย
แต่ผู้เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่มากที่สุดกลับเป็นกลุ่มคนส่วนน้อย ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8-10 พบว่าจ านวนประชากรมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ
2.3.1 ปัญหำกำรจัดกำรที่ดิน เนื่องจากทรัพยากรที่ดินของประเทศมีจ ากัด มีเนื้อที่เพียง 0.88 คือจาก 62.3 ล้านคนในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 62.9 ล้านคน ในปี 2549 และ 63.9 ล้านคน ในปี 2553
320.69 ล้านไร่ ประกอบกับประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจัดการที่ดิน ดังนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากรนี้ นับว่าเป็นตัวแปรที่ส าคัญตัวแปรหนึ่งที่ท าให้เกิดปัญหาการใช้ที่ดิน (กระทรวง
1) กำรใช้ที่ดินที่ไม่เหมำะสมกับสมรรถนะที่ดิน หรือการใช้ที่ดินผิดประเภท จาก เกษตรและสหกรณ์, 2554)
รายงานการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปี 2541 เปรียบเทียบกับความเหมาะสมของที่ดินของประเทศไทย พบว่ามี 1) จากการศึกษา พบว่า จ านวนครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นไปตาม
การใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามสมรรถนะที่ดิน ประมาณ 101.87 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 31.8 ของพื้นที่ทั้ง สัดส่วนของการเพิ่มประชากร ในขณะที่ที่ดินมีอยู่อย่างจ ากัด จึงท าให้ขนาดเนื้อที่ถือครองต่อครัวเรือนมี
ประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการท านาข้าวบนดินที่ไม่เหมาะสม 90.41 ล้านไร่ การปลูกพืชไร่และไม้ผลบนดิน แนวโน้มลดลงเล็กน้อย ในขณะที่ในปี พ.ศ.2538 มีจ านวนครัวเรือนเกษตร 5.25 ล้านครัวเรือน และมีเนื้อที่
ที่ไม่เหมาะสม 17.51 ล้านไร่ และการปลูกพืชไร่บนที่ลาดเขาสูงกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ จ านวน 3.95 ล้านไร่ ถือครองเฉลี่ยครัวเรือนละ 25.24 ไร่ นับว่ามีเนื้อที่ถือครองเฉลี่ยต่อครัวเรือนค่อนข้างน้อย
นอกจากนี้ที่ดินบางแห่งเหมาะสมที่จะใช้ทางการเกษตร แต่กลับน าไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น สร้าง 2) นอกจากปัญหาการถือครองที่ดินเฉลี่ยต่อครัวเรือนค่อนข้างน้อยแล้ว ยังพบว่า
โรงงานอุตสาหกรรม บ้านจัดสรร เป็นต้น ประชากรไม่ได้ท ากินในที่ดินของตนเองประมาณร้อยละ 28.67 เช่าที่ดินร้อยละ 11.93 จ านองที่ดินร้อยละ
2) กำรใช้ที่ดินโดยปรำศจำกกำรบ ำรุงรักษำ พื้นที่เกษตรกรรมได้ถูกใช้มาเป็น 11.02 และขายฝากที่ดินร้อยละ 0.17 ซึ่งเกษตรกรบางรายที่ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินที่ท าการเกษตรอยู่เนื่องจาก
เวลานานแล้ว ท าให้ธาตุอาหารพืชซึ่งแต่เดิมมีน้อยอยู่แล้วถูกพืชดูดใช้ไปในการเจริญเติบโตเสียเป็นส่วน พื้นที่ที่ใช้ท าการเกษตรได้มาโดยผิดกฎหมาย เช่น การบุกรุกป่าสงวน การใช้ที่สาธารณะประโยชน์ เป็นต้น
ใหญ่ บางส่วนถูกชะล้างพังทลาย หรือถูกน้ าพัดพาไปจากดิน พื้นที่การเกษตรที่ใช้เครื่องมือหนักท า จึงท าให้ไม่เกิดความสนใจที่จะดูแลรักษา หรืออนุรักษ์ฟื้นฟูที่ดินนั้นๆ ให้คงสภาพที่ดีตลอดไป
การเกษตร จะท าให้โครงสร้างของดินเสียไป โดยดินจะจับตัวกันแน่นกลายเป็นชั้นดาน ความอุดมสมบูรณ์ 3) สัดส่วนของที่ดินเพื่อการเกษตรต่อจ านวนประชากรของประเทศไทย มีแนวโน้มเนื้อ
ของดินลดลงถึง 98.7 ล้านไร่ ที่ต่อคนลดลงจาก สัดส่วนประชากร 1 คนต่อที่ดิน 2.5 ไร่ ในปี พ.ศ.2528 ลดลงเหลือประมาณ 2.2 ไร่ ในปี
3) กำรใช้ที่ดินไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยพื้นที่ เนื่องจากการเพาะปลูกส่วนใหญ่ พ.ศ.2538 จะเห็นได้ว่าขณะนี้ที่ดินเหมาะสมกับการเพาะปลูกไม่เพียงพอที่จะรองรับครอบครัวทาง
ของประเทศไทยยังคงอาศัยแต่น้ าฝนธรรมชาติเพียงอย่างเดียว (Rain fed cultivation) ในช่วง 5-6 เดือน การเกษตรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงก่อให้เกิดการผลักดันน าไปสู่ปัญหาต่างๆ ท าให้ราษฎรต้องไปใช้ที่ดินซึ่งมี
ต่อปี เวลาที่เหลือที่ดินจะถูกปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่าประโยชน์ นอกจากบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ าหรือมีระบบ สมรรถนะต่ า ท าให้ผลตอบแทนทางการเกษตรที่จะได้รับลดน้อยลง หรือผลักดันให้ต้องบุกรุกที่ดินซึ่งเป็น
การชลประทานซึ่งมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ เพราะบางแห่งดิน เขตป่าสงวนฯ
28 สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
กรมพัฒนาที่ดิน

