Page 44 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 44
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ยังพอมีความชื้นที่สามารถปลูกพืชได้อีก เพียงแต่ว่าต้องมีการศึกษาถึงความต้องการในการใช้น้ าของพืช
และมีการจัดระบบปลูกพืชที่เหมาะสม
4) กำรบุกรุกพื้นที่ป่ำสงวนแห่งชำติ เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่
ราบมีจ ากัด ตรงกันข้ามกับอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรที่นับวันจะมากขึ้น ความต้องการกรรมสิทธิ์ใน
ที่ดินท ากิน และการผลิตการเกษตรเพื่อการค้าและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น
สาเหตุให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าและขยายพื้นที่การเกษตรโดยไม่มีการควบคุมและป้องกัน ส่งผลต่อความเสื่อม
โทรมของทรัพยากรดินและที่ดินอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัด คือ การสูญเสียหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ การ
ปนเปื้อนของสารพิษในดินและแหล่งน้ า และการเกิดภัยแล้ง เป็นต้น ปัจจุบันได้มีการบุกรุกเข้าไปท า
การเกษตรบนพื้นที่สูง (Mountainous area) ของประเทศ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 96.1 ล้านไร่ ประกอบด้วย
พื้นที่สูงในภาคเหนือ 54 ล้านไร่ ภาคใต้ 14.6 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12.1 ล้านไร่ ภาคกลาง 12
ล้านไร่ และภาคตะวันออก 3.4 ล้านไร่ (กรมพัฒนาที่ดิน, 2541)
5) กำรบังคับใช้กฎหมำย แม้ว่าในปัจจุบันจะมีกฎหมายพัฒนาที่ดินที่บังคับใช้ในการ
ควบคุมและป้องกันการอนุรักษ์ทรัพยากรดินอยู่แล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่ยังคงพบเห็นและยังไม่สามารถแก้ไข
ให้หมดไปได้ ได้แก่ การบุกรุกท าลายพื้นที่ป่าไม้ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ต้นน้ าล าธาร ซึ่งส่งผล
กระทบต่อทรัพยากรดิน นอกจากนั้นยังมีปัญหาการถือครองที่ดินที่ได้มาโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้ง
การฝ่าฝืนหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
เป็นต้น
2.3.2 ปัญหำกำรถือครองที่ดินทำงกำรเกษตร จากการคาดคะเนประชากรของประเทศไทย
ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8-10 พบว่าจ านวนประชากรมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ
0.88 คือจาก 62.3 ล้านคนในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 62.9 ล้านคน ในปี 2549 และ 63.9 ล้านคน ในปี 2553
การเพิ่มขึ้นของประชากรนี้ นับว่าเป็นตัวแปรที่ส าคัญตัวแปรหนึ่งที่ท าให้เกิดปัญหาการใช้ที่ดิน (กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์, 2554)
1) จากการศึกษา พบว่า จ านวนครัวเรือนเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นไปตาม
สัดส่วนของการเพิ่มประชากร ในขณะที่ที่ดินมีอยู่อย่างจ ากัด จึงท าให้ขนาดเนื้อที่ถือครองต่อครัวเรือนมี
แนวโน้มลดลงเล็กน้อย ในขณะที่ในปี พ.ศ.2538 มีจ านวนครัวเรือนเกษตร 5.25 ล้านครัวเรือน และมีเนื้อที่
ถือครองเฉลี่ยครัวเรือนละ 25.24 ไร่ นับว่ามีเนื้อที่ถือครองเฉลี่ยต่อครัวเรือนค่อนข้างน้อย
2) นอกจากปัญหาการถือครองที่ดินเฉลี่ยต่อครัวเรือนค่อนข้างน้อยแล้ว ยังพบว่า
ประชากรไม่ได้ท ากินในที่ดินของตนเองประมาณร้อยละ 28.67 เช่าที่ดินร้อยละ 11.93 จ านองที่ดินร้อยละ
11.02 และขายฝากที่ดินร้อยละ 0.17 ซึ่งเกษตรกรบางรายที่ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินที่ท าการเกษตรอยู่เนื่องจาก
พื้นที่ที่ใช้ท าการเกษตรได้มาโดยผิดกฎหมาย เช่น การบุกรุกป่าสงวน การใช้ที่สาธารณะประโยชน์ เป็นต้น
จึงท าให้ไม่เกิดความสนใจที่จะดูแลรักษา หรืออนุรักษ์ฟื้นฟูที่ดินนั้นๆ ให้คงสภาพที่ดีตลอดไป
3) สัดส่วนของที่ดินเพื่อการเกษตรต่อจ านวนประชากรของประเทศไทย มีแนวโน้มเนื้อ
ที่ต่อคนลดลงจาก สัดส่วนประชากร 1 คนต่อที่ดิน 2.5 ไร่ ในปี พ.ศ.2528 ลดลงเหลือประมาณ 2.2 ไร่ ในปี
พ.ศ.2538 จะเห็นได้ว่าขณะนี้ที่ดินเหมาะสมกับการเพาะปลูกไม่เพียงพอที่จะรองรับครอบครัวทาง
การเกษตรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จึงก่อให้เกิดการผลักดันน าไปสู่ปัญหาต่างๆ ท าให้ราษฎรต้องไปใช้ที่ดินซึ่งมี
สมรรถนะต่ า ท าให้ผลตอบแทนทางการเกษตรที่จะได้รับลดน้อยลง หรือผลักดันให้ต้องบุกรุกที่ดินซึ่งเป็น
เขตป่าสงวนฯ
สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย 29
กรมพัฒนาที่ดิน

