Page 99 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 99

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                      1) ภาคกลางและภาคตะวันออก พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงที่แนะนำให้ปลูก ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข.ต่างๆ
               ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 60 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1 พิษณุโลก 2 เป็นต้น ส่วนพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง

               ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 ข้าวหอมคลองหลวง เก้ารวง 88 ขาวตาแห้ง 17 ขาวปากหม้อ 148 นางมลเอส-4 เหลือง
               ปะทิว 123 เป็นต้น
                      2) ภาคใต้ พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงที่แนะนำให้ปลูก ได้แก่ ปทุมธานี 1 ปทุมธานี 60 สุพรรณบุรี 60
               สุพรรณบุรี 90 ชัยนาท 1 พิษณุโลก 2 เป็นต้น ส่วนพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง แนะนำให้ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ได้แก่
               พันธุ์ลูกแดงปัตตานี แก่นจันทร์ นางพญา 132 เล็บนกปัตตานี เฉี้ยงพัทลุง กข13 เผือกน้ำ 43 พวงไร่ 2 เป็นต้น


               6.4 การจัดการดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชหลังนา
                      หลังเก็บเกี่ยวข้าว ฟางข้าวและตอซังข้าวควรทิ้งไว้ในพื้นที่นาของเกษตรกรและทำการไถกลบเพื่อเพิ่ม

               อินทรียวัตถุให้แก่ดินต่อไป ซึ่งประโยชน์ของการไถกลบตอซังและฟางข้าว ได้แก่ ช่วยในการปรับปรุงสมบัติทาง
               กายภาพของดิน ทำให้ดินมีความโปร่งร่วนซุย การถ่ายเทอากาศดีขึ้น และความหนาแน่นของดินลดลงด้วย ช่วยเพิ่ม
               ปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดินโดยการไถกลบตอซังข้าว ซึ่งช่วยยกระดับของปริมาณอินทรียวัตถุในดินได้ และช่วย
               เพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืชในดิน มีรายงานว่าการไถกลบตอซังข้าวติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะ

               ช่วยลดความเป็นพิษที่เกิดจากเหล็กและแมงกานีสในดิน และตอซังข้าวที่ไถกลบเมื่อย่อยสลาย จะปลดปล่อยธาตุ
               อาหารลงดินให้ข้าวดูดไปใช้ได้ ปริมาณธาตุอาหารในตอซังข้าวเฉลี่ย ประกอบด้วย ไนโตรเจน 0.55 เปอร์เซ็นต์
               ฟอสฟอรัส 0.09 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียม 2.39 เปอร์เซ็นต์
                        วิธีการไถกลบตอซังข้าว มีดังนี้

                            1) พื้นที่นาเขตชลประทาน ในเขตพื้นที่เขตชลประทานซึ่งสามารถปลูกข้าวได้ต่อเนื่อง 2-3 ครั้งต่อปี
               หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ต้องเผาตอซังและฟางข้าว ให้ไถกลบตอซังโดยปฏิบัติดังนี้
                               (1) ผสมน้ำหมักจำนวน 3 ลิตรต่อไร่กับน้ำ 100 ลิตร เทน้ำหมักให้ไหลไปตามน้ำขณะที่เปิดน้ำ
               เข้านาจนทั่วแปลงนา หรือใช้รถบรรทุกสารละลายน้ำหมักสาดให้ทั่วแปลงนา ขณะเดียวกันใช้รถตีฟางย่ำฟางให้จม

               ลงดิน ปล่อยให้ย่อยสลาย 10 วัน
                               (2) หลังจากหมักฟางเป็นเวลา 10 วัน ใส่น้ำหมัก 2 ลิตรผสมกับน้ำ 100 ลิตร สาดให้ทั่วแปลงนา
               อีกครั้ง แล้วใช้รถไถตีฟางตามอีกครั้ง หมักทิ้งไว้อีก 5 วัน แล้วจึงทำเทือกเพื่อเตรียมหว่านหรือปักดำข้าวครั้งใหม่

               ต่อไป
                             2) พื้นที่นาเขตเกษตรน้ำฝน เกษตรกรมีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักเพียงอย่างเดียวตลอดฤดู
               เพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝน หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าว ให้ทิ้งฟางข้าวและตอซังไว้ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อเป็นการ
               คลุมผิวหน้าดิน จากนั้นเมื่อเข้าสู่ต้นฤดูฝนประมาณปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม ให้ปฏิบัติดังนี้
                                (1) ผสมน้ำหมักจำนวน 3 ลิตรต่อไร่ กับน้ำ 100 ลิตร เทน้ำหมักตามบริเวณคันนา หรือสาดให้

               ทั่วสม่ำเสมอ แล้วใช้รถไถย่ำฟางให้จมดิน หมักทิ้งไว้ 10 วัน
                                (2) หลังจากหมักฟาง 10 วัน ใส่น้ำหมัก 2 ลิตรผสมกับน้ำ 100 ลิตร ให้ทั่วแปลงนาแล้วใช้รถตี
               ฟางตามไปด้วย ปล่อยให้ย่อยสลายอีก 5 วัน แล้วจึงทำเทือกเตรียมดินพร้อมที่จะปลูกข้าวต่อไป

                                (3) หรือหลังเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรสามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยบางชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว
               ข้าวโพด แตงโม แตงกวา เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จึงไถกลบเพื่อรอเตรียมแปลงพร้อมที่จะปลูกข้าวต่อไป








                                                สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย             87
                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   94   95   96   97   98   99   100   101   102   103   104