Page 87 - สถานภาพและการจัดการดินเค็มในประเทศไทย
P. 87
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
- ก่อสร้างสะพานและทางข้ามคลองระบายน้ำทุก ๆ ระยะประมาณ 500 เมตร เพื่อให้
เกษตรกรสามารถใช้สัญจรขนปัจจัยการผลิตเข้าที่นา และขนส่งผลผลิตออกจากที่นาได้โดยสะดวกและประหยัด
ดังนั้นแปลงนาของเกษตรกรแต่ละรายจะอยู่ห่างสะพานหรือทางข้ามคลองเพียงประมาณ 250 เมตร
- ส่งเสริมและดำเนินการให้มีการปลูกไม้ยืนต้นตลอดแนวทางของถนนในไร่นาที่ได้ก่อสร้าง
ขึ้น เพื่อเป็นกำแพงกันลม (Wind Break) เสริมการผสมเกสร ลดการพังทลายของดิน เนื่องจากลมหมุน ซึ่งจะ
เกิดขึ้นทุก ๆ ปี และปีละหลาย ๆ ครั้ง ในระหว่างฤดูแล้ง อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ความชื้นให้คงอยู่ในดินเป็น
เวลานาน ตลอดจนเป็นร่มเงากำบังแดดทำให้สิ่งแวดล้อมร่มรื่นสวยงาม
(4) การขยายฐานการผลิต
งานปรับปรุงพื้นที่นาได้สร้างสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐาน เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการทำนาและ
การเพาะปลูกพืชต่าง ๆ ไว้แล้ว ทั้งในด้านของการป้องกันน้ำท่วมที่เกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ และจัดหาน้ำเพื่อ
เสริมการทำนา ตลอดจนการก่อสร้างสระเก็บน้ำหรือบ่อเลี้ยงปลาให้แก่เกษตรกร เพื่อชดเชยที่ได้สูญเสียที่ดินใน
พื้นที่ของเกษตรกร จัดทำแปลงสาธิตการทำไร่นาสวนผสมขึ้นในพื้นที่ที่มีการปรับปรุงพื้นที่นาแล้ว ตลอดจนให้
คำแนะนำและส่งเสริมให้มีการทำไร่นาสวนผสมในเขตโครงการฯ ให้มากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต นอกจากนี้กรมฯ
พัฒนาระดับกิจกรรมต่อเนื่องที่เสริมให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและการขยายฐานการผลิตอย่างแท้จริง
2) การปรับปรุงดิน
(1) การบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ
ควรมีการปรับระดับผิวดินให้สม่ำเสมอ เพื่อความสะดวกในการควบคุมระดับน้ำ ทำให้
สามารถใช้ระดับน้ำช่วยในการควบคุมวัชพืชได้ การปลูกข้าวจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์
ค่อนข้างสูง และต้องรักษาระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินเพื่อรักษาระดับผลผลิตให้มีความยั่งยืน (ภาพที่ 5.6)
โดยวิธีการดังนี้
- ไถกลบตอซังข้าวพร้อมทั้งฉีดพ่นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1:500 -
1:1,000 ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม หรือภายหลังที่มีฝนตกแล้วปล่อยให้ตอซังเกิดการย่อยสลายประมาณ
2 สัปดาห์
- ไถพรวนแล้วหว่านด้วยโสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสด ในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนหว่านให้
แช่เมล็ดในน้ำเดือด 1 นาที และแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้อัตราการงอกสม่ำเสมอ
- ไถกลบโสนอัฟริกันเมื่ออายุประมาณ 60 วัน และปล่อยให้เกิดการย่อยสลายประมาณ
2 สัปดาห์
- หว่านปุ๋ยคอกใน อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ พร้อมทั้งฉีดปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้จาก
การหมัก อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจาง 1:500-1,000 ไถกลบ และคราด แล้วจึงทำการปักดำโดยใช้กล้าอายุ
30 -50 วัน
สำหรับพันธุ์ข้าวเป็นพันธุ์ขาวดอกมะลิ105 และพันธุ์ กข15 ซึ่งจะปลูกระหว่างเดือน
เมษายน - สิงหาคม เก็บเกี่ยวในระหว่างเดือน ตุลาคม – ธันวาคม
จากการพัฒนาและดำเนินงานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสามารถแก้ไขปัญหาพื้นที่ได้เป็น
อย่างดี โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ ปัญหาทรัพยากรดิน และผลผลิตข้าวต่ำ ปัจจุบันนี้ภาครัฐมี
ความพยายามที่จะพลิกฟื้นผืนดินทุ่งกุลาร้องไห้เป็นแหล่งผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่สำคัญของประเทศ
และสามารถส่งออกขายในตลาดโลกได้ตลอดระยะเวลาการพัฒนาร่วม 20 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้เห็นถึง
การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องดังจะเห็นจากการสำรวจผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ105 เพิ่มขึ้นจาก
186 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2529 เป็น 498 กิโลกรัมต่อไร่ ในปี 2543 (ข้อมูลผลผลิตเฉลี่ยข้าวนาปีจาก Website
สถานภาพและการจัดการดินเค็มในประเทศไทย 71
กรมพัฒนาที่ดิน

