Page 54 - การใช้ประโยชน์ของชุดตรวจดินภาคสนามสำหรับให้คำแนะนำปุ๋ยในการปลูกผักในพื้นที่โครงการหลวง
P. 54

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                                                                                                        44


                   โปแตสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในระดับที่สอดคล้องกับค่าวิเคราะห์ดินด้วยวิธีการของห้องปฏิบัติการซึ่งเป็น
                   วิธีการวิเคราะห์ที่กรมวิชาการเกษตรใช้ในการวิเคราะห์ดินเพื่อให้ค าแนะน าการใส่ปุ๋ย การประเมินอัตรา

                   การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมตามค่าวิเคราะห์ของชุดตรวจดินภาคสนามของกรมพัฒนาที่ดิน (LDD
                   Test  Kit) ย่อมสอดคล้องกับค าแนะน าของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งแนะน าให้ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสในอัตรา 5
                   กิโลกรัม P O  ต่อไร่ หากดินมีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ที่สกัดโดยน้ ายาสกัดดิน Bray II ในระดับสูง (>20
                            2 5
                   มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) และใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมในอัตรา 5 กิโลกรัม K O ต่อไร่ เมื่อค่าวิเคราะห์โปแตสเซียมที่
                                                                         2
                   แลกเปลี่ยนได้ซึ่งใช้น้ ายาสกัด NH OAc  มีค่า > 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (ระดับสูง)
                                               4
                          แต่การประเมินอัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนซึ่งพิจารณาจากปริมาณของอินทรียวัตถุซึ่งกรมวิชาการ
                   เกษตรแนะน าให้ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนดังนี้ อินทรียวัตถุ > 1.5 เปอร์เซ็นต์ (ระดับต่ า) ใส่ไนโตรเจน 20 กิโลกรัม
                   ต่อไร่ อินทรียวัตถุ 1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ (ระดับปานกลาง) ใส่ไนโตรเจน 15 กิโลกรัมต่อไร่ และอินทรียวัตถุ

                   >  2.5  เปอร์เซ็นต์  (ระดับสูง) ใส่ไนโตรเจน  10 กิโลกรัมต่อไร่  หากการวิเคราะห์ดินโดยชุดตรวจดิน
                   ภาคสนามของกรมพัฒนาที่ดิน (LDD  Test  Kit) ให้ค่าวิเคราะห์ดินต่ ากว่าค่าวิเคราะห์ดินที่ได้จาก
                   ห้องปฏิบัติการ ปริมาณการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่พิจารณาจากค่าวิเคราะห์อินทรียวัตถุโดยการใช้ ชุดตรวจดิน
                   ภาคสนามของกรมพัฒนาที่ดิน (LDD  Test  Kit) ย่อมสูงกว่าอัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามค าแนะน าของ

                   กรมวิชาการเกษตร 5 กิโลกรัมต่อไร่
                              3.2  น้ าหนักสดของผักหลังตัดแต่ง เศษผัก และส่วนเหนือดินทั้งหมด
                          การตอบสนองของผักกาดหวานที่ปลูกในปี พ.ศ. 2558 ต่ออัตราการใส่ปุ๋ยเคมีในแง่ของผลผลิตที่
                   คิดเป็นน้ าหนักสดของผักหลังตัดแต่งเศษผัก และส่วนเหนือดินทั้งหมด พบว่า การทดลองในพื้นที่ของศูนย์

                   พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและประเมินอัตราการใส่ปุ๋ยตามค าแนะน าของ
                   กรมวิชาการเกษตรหรือการใส่ปุ๋ยต ารับที่ 2 มีการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตรา 15-5-5 กิโลกรัม N-P O -K O ต่อไร่
                                                                                              2 5 2
                   ท าให้น้ าหนักสดของผักหลังตัดแต่งมีแนวโน้มที่ดีกว่าการใส่ปุ๋ยต ารับที่ 1  ซึ่งมีการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตรา
                   153.60-76.80-76.80 กิโลกรัม N-P O -K O ต่อไร่ คือการใส่ปุ๋ยต ารับที่ 2 ให้น้ าหนักสดผักหลังตัดแต่ง
                                                 2 5 2
                   2,869 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าการใส่ปุ๋ยต ารับที่ 1 18 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญ
                   ทางสถิติในส่วนของน้ าหนักสดของเศษผักและส่วนเหนือดินทั้งหมดการใส่ปุ๋ยต ารับที่ 2 แตกต่างจากการใส่
                   ปุ๋ยต ารับที่ 1 อย่างมีนัยส าคัญในทางสถิติ คือให้น้ าหนักเศษผัก 617 กิโลกรัมต่อไร่ และให้น้ าหนักสดของ

                   ส่วนเหนือดินทั้งหมด 3,486  กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมากกว่าผักกาดหวานที่ได้รับปุ๋ยต ารับที่ 1  35 และ 21
                   เปอร์เซ็นต์ตามล าดับ
                          ในการทดลอง ณ โรงเรือนของนายเสกสรร พบว่า การใส่ปุ๋ยต ารับที่ 1 ในอัตรา 31.24-49.53-
                   14.20 กิโลกรัม N-P O -K O ต่อไร่ ท าให้ผักกาดหวานให้ผลผลิตน้ าหนักสดของผักหลังตัดแต่ง 2,743
                                    2 5 2
                   กิโลกรัมต่อไร่ เศษผัก 663 กิโลกรัมต่อไร่ และส่วนเหนือดินทั้งหมด 3,406 กิโลกรัมต่อไร่ แต่เมื่อใส่ปุ๋ยเคมี

                   ในต ารับที่ 2 มีผลท าให้น้ าหนักสดของผักหลังการตัดแต่ง เศษผัก และส่วนเหนือดินเพิ่มขึ้น 22  28  และ
   49   50   51   52   53   54   55   56   57   58   59