Page 313 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 313
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560
(2) การเปลี่ยนแปลงปริมาณธาตุอาหารพืช ทางกายภาพของดินและชีวภาพของดิน และ (3) การเจริญเติบโต
ผลผลิตและคุณภาพของกาแฟ
ผลการศึกษาในระยะเพาะกล้ากาแฟอราบิก้า อายุ 30-60 วันบ่งชี้ว่าตํารับที่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มา
มีค่าเฉลี่ยการเกิดโรคตลอดระยะเวลาการทดลอง 3 ปี ต่ํากว่าตํารับที่ไม่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มาอย่างเด่นชัด
โดยค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคมีค่าสูงสุด สูงเป็นอันดับสอง สูงเป็นอันดับสาม และต่ําสุด ในตํารับควบคุม
ตํารับที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มา และตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ ตามลําดับ
โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33, 31, 26 และ 25 เปอร์เซ็นต์ตามลําดับโดยเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคที่สูงขึ้นมี
ความสัมพันธ์กันกับปริมาณราไตรโคเดอร์มาของวัสดุเพาะกล้ากาแฟ
ค่าเฉลี่ยปริมาณแบคทีเรียทั้งหมดและค่าเฉลี่ยปริมาณราไตรโคเดอร์มาตลอดระยะเวลาการทดลอง
3 ปี ของวัสดุเพาะกล้ากาแฟ ของตํารับการทดลอง 4 วิธี มีความแตกต่างกันทางสถิติ พบว่า ตํารับที่ใส่ราไตรโค
เดอร์มาร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ ตํารับที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มาและตํารับควบคุม มีค่าเฉลี่ยปริมาณ
แบคทีเรียทั้งหมดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด สูงเป็นอันดับสอง สูงเป็นอันดับสาม และต่ําสุด เท่ากับ 8.58, 7.81, 7.49
และ 4.91 log number ต่อกรัมของดินตามลําดับ ขณะที่ค่าเฉลี่ยปริมาณราไตรโคเดอร์มาของวัสดุเพาะกล้าจะ
มีค่าสูงสุดในตํารับที่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มาเท่านั้น ได้แก่ ตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยชีวภาพ และ
ตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และสูงเป็นอันดับสอง เท่ากับ 5.28 และ 4.68 log number
ต่อกรัมของดิน ซึ่งต่างกันกับตํารับที่ไม่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มาอย่างเด่นชัด ได้แก่ ตํารับที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพ และ
ตํารับควบคุม ที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 และ 1.32 log number ต่อกรัมของดิน
ค่าเฉลี่ยการเจริญเติบโตในระยะดังกล่าว พบว่า การใส่ราไตรโคเดอร์มามีผลทําให้การเจริญเติบโตของ
เมล็ดกาแฟในระยะนี้สูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใส่ราไตรโคเดอร์มา โดยตํารับการเพาะเมล็ดกาแฟด้วย
การใส่ราไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยชีวภาพให้ค่าเฉลี่ยการเจริญเติบโตสูงสุด ได้แก่ ความกว้างของลําต้น
ความยาวของราก ความยาวของรากแก้ว และน้ําหนักแห้งทั้งหมด เท่ากับ 2,163 ไมโครเมตร, 4.79 เซนติเมตร,
7.77 เซนติเมตร และ 0.40 กรัม ตามลําดับ อันดับสองคือตํารับการใส่ราไตรโคเดอร์มา มีค่าเฉลี่ยความกว้าง
ของลําต้น ความยาวของราก ความยาวของรากแก้ว และน้ําหนักแห้งทั้งหมด เท่ากับ 2,146 ไมโครเมตร, 4.75
เซนติเมตร, 7.76 เซนติเมตรและ 0.39 กรัมตามลําดับ อันดับสามคือตํารับการใส่ปุ๋ยชีวภาพ มีค่าเฉลี่ย
ความกว้างของลําต้น ความยาวของราก ความยาวของรากแก้ว และน้ําหนักแห้งทั้งหมด เท่ากับ 2,021
ไมโครเมตร, 4.63 เซนติเมตร, 7.44 เซนติเมตร และ 0.39 กรัม ตามลําดับ และต่ําสุดในตํารับควบคุม
มีค่าเฉลี่ยความกว้างของลําต้น ความยาวของราก ความยาวของรากแก้ว และน้ําหนักแห้งทั้งหมด เท่ากับ
1,889 ไมโครเมตร, 4.37 เซนติเมตร, 7.21 เซนติเมตรและ 0.38 กรัม ตามลําดับ
ผลการศึกษาระยะกล้ากาแฟอราบิก้าเพาะลงในถุงดิน อายุ 8 และ 12 เดือน แสดงให้เห็นว่าค่าเฉลี่ย
การเกิดโรค ปี 2558-2559 ของตํารับที่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มา 2 ตํารับ คือ ตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มาร่วมกับ
ปุ๋ยชีวภาพ และตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มาเพียงอย่างเดียว สามารถควบคุมอาการโรคกิ่งและลําต้นเน่าอาการ
โรคราสนิม และอาการโรคใบจุดได้ดีกว่าตํารับที่ไม่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มา คือตํารับที่ใส่ปุ๋ยชีวภาพและตํารับ
ควบคุม อย่างเด่นชัดโดยมีค่าเฉลี่ยอาการเกิดโรคต่างกัน 11, 3 และ 9 เปอร์เซ็นต์
ค่าเฉลี่ยปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดและโคโลนีของไตรโคเดอร์มาในวัสดุปลูกตลอดระยะเวลาการทดลอง
3 ปี ของตํารับที่มีการใส่ราไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยชีวภาพมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 9.87 และ 6.52 log number
ต่อกรัมของดิน อันดับสองคือตํารับที่ใส่ราไตรโคเดอร์มา มีค่าเฉลี่ยดังกล่าวเท่ากับ 8.88 และ 6.24
log number ต่อกรัมของดิน ขณะที่ตํารับที่ใส่ปุ๋ยชีวะภาพมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.15 และ 3.77 log number
ต่อกรัมของดิน และต่ําสุดในตํารับควบคุม เท่ากับ 7.24 และ 2.65 log number ต่อกรัมของดิน ซึ่งปริมาณ
จุลินทรีย์ดังกล่าวมีผลต่อปริมาณธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์และค่าเฉลี่ยการเกิดโรคในวัสดุปลูก
280

