Page 284 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 284
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560
การตอบสนองของผลผลิตมะนาวต่อการจัดการดินด้วยปุ๋ยหมักและโดโลไมท์
Response of Lemon Yield from Soil Management Using Compost and Dolomite
พิลาสลักษณ์ ลุ่นลิ่ว พัฒน์พงษ์ เกิดหลํา ชุติมา จันทร์เจริญ ทรายแก้ว อนากาศ
และ สาธิต กาละพวก
สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต 8 กรมพัฒนาที่ดิน
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางเคมีของดินจากการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และ
โดโลไมท์ในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ศึกษาการตอบสนองของผลผลิตมะนาวต่อการจัดการดินด้วยปุ๋ยหมักและ
โดโลไมท์ และศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของมะนาวที่ปลูกในแต่ละกรรมวิธี ทําการทดลองที่ ตําบลท่าบัว
อําเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 สิ้นสุดเดือนกันยายน พ.ศ. 2556 วางแผนการทดลอง
แบบ Randomized Complete Block (RCBD) จํานวน 7 ตํารับการทดลอง 3 ซ้ํา ประกอบด้วย ตํารับที่ 1 วิธีของ
เกษตรกร ตํารับที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ตํารับที่ 3 ใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับ
โดโลไมท์ อัตราตามค่าวิเคราะห์ความต้องการปูนของดิน (392 กิโลกรัมต่อไร่) ตํารับที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งของ
ค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับปุ๋ยหมักอัตรา 25 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ตํารับที่ 5 ใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งของค่าวิเคราะห์ดิน
ร่วมกับปุ๋ยหมักที่ขยายเชื้อด้วยสารเร่ง พด. 3 อัตรา 6 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ตํารับที่ 6 ใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งของ
ค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับโดโลไมท์ อัตราตามค่าวิเคราะห์ความต้องการปูนของดิน (392 กิโลกรัมต่อไร่) และปุ๋ยหมัก
อัตรา 25 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี และตํารับที่ 7 ใส่ปุ๋ยเคมีครึ่งหนึ่งของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับโดโลไมท์ อัตราตาม
ค่าวิเคราะห์ความต้องการปูนของดิน (392 กิโลกรัมต่อไร่) และปุ๋ยหมักที่ขยายเชื้อด้วยสารเร่ง พด. 3 อัตรา 6
กิโลกรัมต่อต้นต่อปี
ผลการศึกษาพบว่า มะนาวมีอัตราการรอดตายเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ตํารับการทดลองที่ 7 ให้
ผลผลิตมะนาวสูงที่สุดเท่ากับ 609.33 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดินในปีที่ 1 2 และ
3 ภายหลังการทดลอง พบว่าตํารับการทดลองที่ 7 มีผลทําให้ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดินมีค่าสูงที่สุด
ทั้ง 3 ปี ซึ่งมีค่าเท่ากับ 6.33 5.90 และ 6.20 สอดคล้องกับปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (Avai. P) ตํารับ
การทดลองที่ 7 มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินสูงที่สุดในปีที่ 1-2 และสูงขึ้นอีกในปีที่ 3 ซึ่งมี
ค่าเท่ากับ 30.00 22.33 และ 54.67 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลําดับ นอกจากนี้ตํารับการทดลองที่ 7 ยังให้
ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงที่สุด คือ มีมูลค่าผลผลิตและรายได้สุทธิเท่ากับ 24,373 และ 16,487 บาทต่อไร่
ตามลําดับ สําหรับปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ (Avai. K) ในดิน พบว่า ตํารับการทดลองที่มีปริมาณ
โพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์สูงที่สุดคือ ตํารับที่ 4 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 53.67 51.67 และ 91.00 มิลลิกรัมต่อ
กิโลกรัมตามลําดับ ส่วนปริมาณอินทรียวัตถุ (OM) พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ
253

