Page 80 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 80
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ก ข
ภาพแสดงตัวอย่างหน้าตัดดินอินทรีย์ในประเทศไทย
(ก) กลุ่มดินอินทรีย์ที่มีชั้นวัสดุอินทรีย์หนา 40-100 เซนติเมตรจากผิวดิน (ชุดดินกาบแดง)
และ (ข) กลุ่มดินอินทรีย์ที่มีชั้นวัสดุอินทรีย์หนามากกว่า100 เซนติเมตรจากผิวดิน (ชุดดินนราธิวาส)
แนวทางการแก้ไขปัญหาดินอินทรีย์
การใช้ประโยชน์พื้นที่ดินอินทรีย์ ยังมีปัญหาอยู่มาก เนื่องจากการจัดการต้องมีการลงทุนสูง
ในปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนให้ปลูกไม้พื้นเมืองในพื้นที่ เช่น ต้นปาล์มสาคู และเสม็ดขาว ซึ่งเป็นพืชที่
สามารถเจริญเติบโตได้ดีและสามารถนำมาแปรรูปและใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิ การนำลำต้นปาล์มสาคู
เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ การผลิตแป้งสาคู การนำไม้เสม็ดขาวแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ การสกัดน้ำมันหอมระเหย
จากใบเสม็ด เป็นต้น แต่หากต้องการใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืชทางเศรษฐกิจอื่น ๆ จะต้องมีการจัดการพื้นที่เพื่อ
ปรับปรุงดินจึงดำเนินการเช่นเดียวกับการจัดการดินเปรี้ยวจัด ดังนี้
1) ควบคุมระดับน้ำใต้ดินให้คงที่ เพื่อป้องกันการเติมออกซิเจนให้กับสารไพไรต์ที่อยู่ใต้ชั้นดินอินทรีย์
ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นสารประกอบจาโรไซต์ ส่งผลให้ดินและน้ำเป็นกรดจัดมาก ดังนั้นการปล่อยให้พื้นที่ดิน
อินทรีย์แห้งเกินไปจะเกิดผลเสีย คือ ดินจะแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด และชั้นดินอินทรีย์จะยุบตัวบางลงมาก
จากการสูญเสียน้ำ สลายตัว และเกิดไฟไหม้ได้ง่าย
2) เตรียมดิน ดินอินทรีย์เป็นดินที่ยุบตัวง่าย จึงควรเลือกเครื่องมือหรือเครื่องจักรกลที่มีน้ำหนักเบา
หรือใช้แรงคนในการเตรียมดินเพื่อปลูกพืช
3) การขุดยกร่อง เนื่องจากพื้นที่พรุมักจะเป็นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง ควรมีการขุดร่องน้ำเพื่อ
ระบายน้ำออกไปจากแปลงปลูก การทำร่องน้ำควรทำควบคู่ไปพร้อมกับการทำถนน โดยร่องมีลักษณะเป็นรูป
ตัววี ให้เนินดินบนสันร่องที่จะปลูกปาล์มอยู่สูงกว่าระดับน้ำที่ท่วมขังเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น
4) เลือกชนิดพืชปลูกให้เหมาะสม ปลูกพืชที่ชอบดินกรดและทนต่อสภาพน้ำขัง โดยมีการจัดการดิน
ตั้งแต่การเตรียมดิน การค้ำยันไม่ให้พืชล้ม ชนิดพืชที่เหมาะสม ได้แก่ ข้าว และยกร่องปลูกพืชผัก ข้าวโพด
มันเทศ มันสำปะหลัง กล้วย ถั่วเขียวมะพร้าว และพืชตระกูลปาล์ม
52 คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
กรมพัฒนาที่ดิน

