Page 73 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 73

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                  ดินจะต้องหว่านปูนคลุกเคล้ากับดินให้ทั่วทั้งร่อง โดยใช้ปูนในปริมาณที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดก่อนทำการ

                  ปลูกพืช และการปลูกพืชไม้ผลและไม้ยืนต้นควรมีการจัดการดินเฉพาะหลุมปลูกโดยคลุกเคล้าปูนมาร์ลกับดิน

                  ในหลุมก่อนปลูกพืช (5-7 กิโลกรัมต่อหลุม) และอีกส่วนหนึ่งหว่านรอบหลุมปลูก

                                       ค. การเลือกชนิดพืชที่มีความสามารถเจริญเติบโตในดินที่มีพีเอชต่ำและมีความ
                  ทนทานต่ออะลูมินัมสูง จะช่วยลดปริมาณปูนที่ใช้ในการปรับปรุงดิน


                                (2) ปรับดินให้ร่วนซุยด้วยการงดเผาตอซังและไถกลบร่วมกับพืชปุ๋ยสด ปุ๋ยคอก แกลบ หรือ

                  เถ้าแกลบ หรือหากขุดหลุมปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น ปรับปรุงหลุมปลูกด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย
                  และไม่แน่นทึบ มีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น

                                (3) เพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืช ใส่ปุ๋ยเคมีที่ไม่มีธาตุกำมะถันอยู่ในเนื้อปุ๋ย ร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมัก

                  ปุ๋ยคอก ตามชนิดและปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสมกับชนิดพืชที่ปลูกเพื่อเพิ่มธาตุอาหารพืช




















                                             ภาพแสดงการใส่ปูนและการไถกลบพืชปุ๋ยสด

                                                      ที่มา: กรมพัฒนาที่ดิน


                         2) แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ
                                (1) ขังน้ำในพื้นที่แล้วระบายน้ำออก เพื่อให้น้ำช่วยชะล้างกรดและสารพิษออกไปจากดิน

                                (2) ปรับปรุงสภาพน้ำที่เป็นกรดจัดมากด้วยการใส่หินปูนบดลงในคลองระบายหรือคลองส่ง

                  น้ำ หรือใส่ปูนประมาณ 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร พร้อมทั้งคอยตรวจสอบความเป็นกรดของน้ำเป็น
                  ระยะๆ

                                (3) จัดหาแหล่งน้ำจืด พัฒนาแหล่งน้ำจืดและจัดทำระบบส่งน้ำและทางระบายแยกส่วนกันมา

                  ใช้ในพื้นที่ปลูกพืช
                         3) เลือกชนิดพืชที่เหมาะสมมาปลูก

                            ดินเปรี้ยวจัดที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขความเป็นกรดของดินแล้ว สามารถปลูกพืชได้เกือบทุกชนิด

                  แต่ต้องมีการจัดการเรื่องน้ำและธาตุอาหารพืชให้เหมาะสม เกษตรกรควรรู้ช่วงความเป็นกรด-ด่างของดินที่



                                       คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร                  45

                                                                                    กรมพัฒนาที่ดิน
   68   69   70   71   72   73   74   75   76   77   78