Page 122 - สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวในประเทศไทย
P. 122
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
แกล้งดินให้เปรี้ยวจัดโดยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไปเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้
สารไพไรต์ (pyrite หรือ FeS2) ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (O2) ในอากาศ ปลดปล่อยกรดกำมะถัน (sulfuric acid)
ออกมา ทำให้ดินเปรี้ยวจัดจนถึงขีดสุด จนกระทั่งถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญงอกงามได้ จากนั้นจึงหาวิธีการ
ปรับปรุงดินดังกล่าวให้สามารถปลูกพืชได้ (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก
พระราชดำริ, 2549) โดยการดำเนินโครงการแกล้งดินจากอดีตถึงปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ช่วงดังนี้
ช่วงที่ 1 เร่งดินให้เป็นกรด หรือ “แกล้งดิน” (มกราคม 2529 - กันยายน 2530) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น
6 แปลง แปลงที่ 1-4 เร่งดินให้เป็นกรดมากขึ้นโดยการสูบน้ำเข้าและขังไว้ 4 สัปดาห์ และสูบน้ำออกทิ้งไว้ให้แห้ง
8 สัปดาห์ เพื่อเร่งทำให้เกิดความเป็นกรดของดินเร็วกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบปี
พบว่า การทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันจะทำให้ดินเป็นกรดจัด (ภาพที่ 8.1)
ภาพที่ 8.1 การแบ่งพื้นที่ 6 แปลง แปลงที่ 1-4 เร่งดินให้เป็นกรดมากขึ้นโดยการสูบน้ำเข้าและขังไว้ 4 สัปดาห์
ที่มา: ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (2563)
ช่วงที่ 2 ทดสอบเพื่อยืนยันผลการทดลองในช่วงที่ 1 (ตุลาคม 2530 - ธันวาคม 2532) เป็นการศึกษา
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีของดิน โดยปรับช่วงเวลาดินแห้งและเปียกให้แตกต่างกันในแต่ละแปลง เพื่อศึกษาการ
เปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดิน ดังนี้
- ขังน้ำ 2 เดือน แล้วสูบออกปล่อยให้ดินแห้ง 8 เดือน
- ขังน้ำ 1 เดือน แล้วสูบออกปล่อยให้ดินแห้ง 2 เดือน
- ขังน้ำ 4 เดือน แล้วสูบออกปล่อยให้ดินแห้ง 6 เดือน
ผลการศึกษา พบว่า ดินที่ปล่อยให้แห้งเป็นระยะเวลานานกว่านั้น จะมีความเป็นกรดรุนแรงมากกว่าดินที่มี
น้ำแช่ขังนานๆ ส่วนการเก็บกักน้ำไว้ภายในพื้นที่โดยไม่มีการระบายออก จะทำให้ความเป็นกรดและสารพิษสะสม
ในดินมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 นั้น ได้ทำการทดสอบปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆ ในพื้นที่ทดสอบ ปรากฎว่า
พืชเศรษฐกิจทุกชนิดไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในพื้นที่ดังกล่าว
110 สถานภาพและการจัดการดินเปรี้ยวจัดในประเทศไทย
กรมพัฒนาที่ดิน

