Page 64 - การใช้ประโยชน์ของชุดตรวจดินภาคสนามสำหรับให้คำแนะนำปุ๋ยในการปลูกผักในพื้นที่โครงการหลวง
P. 64

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน





                                                                                                        54


                   ใช้ฟอสฟอรัสจากดินได้ในปริมาณที่ไม่ต่างจากผักกาดหวานที่ได้รับการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส โดยปริมาณการ
                   สะสมฟอสฟอรัสในผักกาดหวานที่ได้รับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราเพียง 7.46 – 8.32 กิโลกรัมต่อไร่ ก็

                   สามารถดูดใช้ฟอสฟอรัสจากดินได้ถึง 1.08 – 1.22 กิโลกรัมต่อไร่ ตามผลการทดลองในปี พ.ศ. 2557 ซึ่ง
                   เป็นปริมาณที่ไม่แตกต่างจากการสะสมฟอสฟอรัสของผักกาดหวานที่ปลูกในพื้นที่ทดลองในปี พ.ศ. 2558
                   มากนัก
                          ในกรณีของการสะสมไนโตรเจนซึ่งทดลองในปี พ.ศ. 2558 พบว่าผักกาดหวานที่ปลูกโดยใส่
                   ปุ๋ยเคมีในต ารับที่ 1  ซึ่งมีการใส่ไนโตรเจน 153.60 กิโลกรัมต่อไร่ ส าหรับพื้นที่การทดลองในศูนย์พัฒนา

                   โครงการหลวงทุ่งหลวง 31.24  กิโลกรัมต่อไร่ ส าหรับพื้นที่การทดลองของนายเสกสรร และ 93.78
                   กิโลกรัมต่อไร่ส าหรับพื้นที่การทดลองของนายชาคริต มีการสะสมไนโตรเจนในส่วนเหนือดินทั้งหมด 6.84
                   6.43  และ 17.37  กิโลกรัมต่อไร่ตามล าดับ ซึ่งคิดเป็น 4.45  30.27  และ 18.53  เปอร์เซ็นต์ของปริมาณ

                   ไนโตรเจนที่อยู่ในปุ๋ย ในขณะที่ผักกาดหวานที่ใส่ปุ๋ยตามค าแนะน าของกรมวิชาการเกษตรหรือต ารับที่ 2
                   ซึ่งใส่ไนโตรเจนในอัตรา 15 20 และ 20 กิโลกรัมต่อไร่ มีการสะสมไนโตรเจนในส่วนเหนือดิน 9.18 6.19
                   และ 14.86 กิโลกรัมต่อไร่ตามล าดับ ซึ่งคิดเป็น 61 32 และ 74.3 เปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนที่มีอยู่ในปุ๋ย
                   แต่ไนโตรเจนที่สะสมในส่วนเหนือดินทั้งหมดของผักกาดหวานย่อมได้จากไนโตรเจนที่มาจากการ

                   ปลดปล่อยของอินทรียวัตถุในดินด้วย จากการทดลองในปี พ.ศ. 2556 และ 2557 ผักกาดหวานที่ปลูกใน
                   ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวงซึ่งมีอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับสูงและปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมีใด ๆ มี
                   การสะสมไนโตรเจนในส่วนเหนือดินได้ถึง 5.29 และ 7.48 กิโลกรัมต่อไร่ตามล าดับ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้
                   ว่า การใส่ปุ๋ยอัตราเกษตรกรของทุกพื้นที่เป็นอัตราการใส่ไนโตรเจนที่มากเกินความต้องการของพืชเป็นการ

                   ลงทุนที่สูญเปล่าและยังอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อพืชและต่อดิน ในกรณีของพืชการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก
                   เกินไปอาจชักน าให้พืชขาดทองแดงหรือสังกะสี  (Jones,  1966) และที่น่าค านึงถึงคือ ผลของการใส่ปุ๋ย
                   ไนโตรเจนอัตราสูงต่อปริมาณไนเตรทในผักซึ่งควรจะได้ศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต นอกจากนี้การใส่ปุ๋ย
                   ไนโตรเจนในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องน่าจะมีผลต่อคุณภาพของดินเพราะหากไนโตรเจนที่ใส่อยู่ในรูปของ

                   ยูเรียหรือแอมโมเนียม ไนโตรเจนในรูปเหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพไปเป็น ไนเตรทโดยกระบวนการ
                                                                         +
                   Nitrification ของจุลินทรีย์ดินซึ่งกระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิด H  ion ซึ่งมีผลท าให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น
                          ส าหรับการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมโดยไม่มีความจ าเป็นนอกจากไม่มีผลท าให้พืชมี

                   ผลผลิตเพิ่มขึ้นและเป็นการใส่ปุ๋ยที่สูญเปล่ายังชักน าให้พืชขาดธาตุอาหารพืชบางอย่าง มีรายงานระบุว่า
                   การใส่ฟอสฟอรัสมากเกินไปท าให้พืชขาดทองแดงหรือสังกะสีหรือขาดทั้งสองธาตุ (Bringham,  1966)
                   ส่วนการใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมมากเกินไปมีผลต่อการดูดใช้ธาตุอาหารพืชหลายธาตุ เช่น แมกนีเซียม
                   แมงกานีส  สังกะสี  เหล็ก และการที่โปแตสเซียมสะสมมากในดินอาจชักน าให้พืชเกิดการขาดธาตุ
                   แมกนีเซียม (Ulrich and Ohki, 1966)

                          จากผลการทดลองในปี พ.ศ. 2558 ท าให้ผู้ทดลองทราบว่าชุดตรวจดินภาคสนามของกรมพัฒนา
                   ที่ดิน (LDD Test Kit) สามารถใช้วิเคราะห์ดินได้และให้ค่าวิเคราะห์ ความเป็นกรดเป็นด่าง  ปริมาณของ
   59   60   61   62   63   64   65   66   67   68   69